ชื่อของ “ตู้ห่าว” หรือ นายชายณัฐร์ กรณ์ชายานันท์ เป็นที่รู้จัก หลังตกเป็นผู้ต้องหาคนสำคัญจากการทลายเครือข่ายทุนจีนสีเทา
26 ต.ค.2565 ตำรวจนำกำลังเข้าตรวจค้นผับจินหลิง สถานบันเทิงชื่อดังย่านยานนาวา พร้อมจับกุมผู้ใช้บริการพบปัสสาวะสีม่วง 104 คนเป็นคนจีน 99 คน
นอกจากนั้นยังพบยาเสพติดจำนวนมาก เช่น แฮปปี้วอเตอร์ 323 ซอง ไฟว์ไฟว์ 8 เม็ด ยาอี 3,919.7 กรัม และเคตามีน 855.9 กรัม รวมถึงตรวจยึดทรัพย์สิน 49 รายการ และรถหรู 35 คัน
ต่อมา “ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์” แฉข้อมูลว่า “ตู้ห่าว” เป็นเจ้าของผับ และเป็น 1 ใน 5 กลุ่มทุนจีนสีเทา ซึ่งเขาอ้างว่า เป็นกลุ่มที่เข้ามาทำธุรกิจสีเทาในไทย ทั้งบ่อนการพนัน ผับ บาร์ ยาเสพติด และการฟอกเงิน ทำงานเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย และมีความสัมพันธ์ถึงผู้มีอำนาจในประเทศ
ขณะที่ นายสันธนะ ประยูรรัตน์ อดีตตำรวจสันติบาล ออกมาเคลื่อนไหวในลักษณะปกป้องกลุ่มทุนจีนสีเทา ทำให้ช่วงเวลาดังกล่าว เกิดวิวาทะระหว่าง นายชูวิทย์ และ นายสันธนะ จนกลายเป็นข่าวรายวัน
อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกเชื่อมโยงถึงการเมือง คือ กรณีที่ปรากฎข้อมูลว่า ชื่อของ “ตู้ห่าว” เคยเป็นหนึ่งในผู้บริจาคเงินจำนวน 3 ล้านบาทให้กับพรรคพลังประชารัฐอีกด้วย
ด้าน “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นายตำรวจคนสำคัญที่เข้ามาสืบสวนขยายผล เปิดเผยจุดเริ่มต้นของคดีนี้ มาจากคดีที่มีหญิงสาวชาวจีน 1 คนเสียชีวิตในผับท็อปวัน ถ.รัชดาภิเษก
โดย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้รับการประสานจากอุปทูตจีนให้ติดตามคดีดังกล่าวที่ไม่มีความคืบหน้า จนพบข้อมูลว่ามีการนำยาเสพติดเข้าไปในสถานบริการ ส่งผลให้จับกุมคนจีนและคนไทยรวม 8 คน
ต่อมามีการขยายผลการสืบสวนไปจนพบว่ามีสถานบันเทิงที่คล้ายกันอีกหลายแห่ง อาทิ คลับวัน พัทยา และ ผับจินหลิง ย่านยานนาวา จนพบว่า กลุ่มคนจีนทั้งหมดเป็นขบวนการเดียวกัน
นอกจากนี้ยังพบว่า เครือข่ายทุนจีนสีเทา มีพัฒนาการมาจาก ทัวร์ศูนย์เหรียญ บางคนถูกจับกุมไปบ้างแล้ว
สำหรับวิธีการของคนเหล่านี้ที่มักจะพบบ่อยๆ คือ 1.หลอกลวงลงทุน 2.คอลเซ็นเตอร์ 3.เปิดสถานบริการและนำยาเสพติดเข้ามาขาย ทั้งหมดค้าขายกับคนจีน โดยห้ามคนไทยเข้าไปเกี่ยวข้อง
และยังพบว่า กลุ่มเหล่านี้ใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการทำธุรกิจผิดกฎหมาย ประสานงานกันเป็นเครือข่ายที่มีทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ และคนไทยบางกลุ่มเข้าไปมีผลประโยชน์ร่วมกัน
3 พ.ย.2565 ตำรวจเปิดปฏิบัติการ “ล้มไม้ค้ำ ลิดกิ่งก้าน” ขยายผลคดีผับจินหลิง จับกุมผู้ต้องหา 15 ราย พร้อมของกลางเงินสดกว่า 42 ล้านบาท รถยนต์หรูกว่า 10 คัน พร้อมทรัพย์สินอื่น มูลค่ารวมกว่า 300 ล้านบาท
23 พ.ย.2565 “ตู้ห่าว” เข้ามอบตัวกับตำรวจ หลังถูกออกหมายจับ โดยเจ้าตัวยังปฏิเสธไม่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด โดยตำรวจคัดค้านการประกันตัวทั้งในชั้นสอบสวนและในชั้นศาล
27 พ.ย.2565 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เปิดเผยผลการยึดทรัพย์ “ตู้ห่าว” ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด มีมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งรวมถึงเครื่องบินเจ็ทด้วย
ต่อมาไม่กี่วัน ตำรวจยังขยายผลการตรวจค้นเพิ่มอีก 34 จุด ทั้งบ้านหรูใน จ.สมุทรปราการ อีกทั้งตรวจยึดพยานหลักฐาน เอกสาร ตลอดจนรายการทรัพย์สินอื่นๆ ซึ่ง “บิ๊กโจ๊ก” คาดว่าน่าจะมีทรัพย์สินถูกยึดอายัดไว้กว่า 5,000 ล้านบาท
อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญ คือ การเข้าตรวจหมู่บ้านหรูย่านซอยลาซาล ที่การสืบสวนพบว่าตั้งแต่ปี 2563 มีกลุ่มคนจีนเข้ามาซื้อบ้านหรูหลังละ 35-60 ล้านบาท โดยซื้อด้วยเงินสด และกระจายกันอยู่เต็มหมู่บ้าน
จนถึงปัจจุบัน “ตู้ห่าว” ยังถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ โดยมีรายงานว่า คณะพนักงานสอบสวนจะสรุปสำนวนคดีส่งอัยการประมาณกลางเดือน ม.ค.2566
อย่างไรก็ตามจนถึงขณะนี้คดียังอยู่ในกระบวนการยุติธรรม “ตู้ห่าว” ยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ และยังสามารถต่อสู้คดีในชั้นศาลได้