นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความของ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ บิ๊กโจ๊ก อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวตอบโต้กรณีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยคลิปเสียงในคดีติดสินบนทองคำ 246 บาท ที่โรงแรมย่านอโศก กรุงเทพมหานคร
โดย ก่อนเริ่มการแถลงข่าว พ.ต.อ. ภาคภูมิ พิศมัย อดีตลูกน้องคนสนิท มาปรากฎตัวหน้าห้องประชุม เพื่อจะขอเข้าฟังการแถลงข่าว โดยทีมทนายได้ชี้แจงว่าเป็น “คู่กรณีโดยตรง”
และการแถลงครั้งนี้เป็นกิจกรรมส่วนตัว จึงไม่อนุญาตให้เข้าร่วม รวมถึงขอความร่วมมือไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไม่เกี่ยวข้องอยู่ในห้อง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น
นายสัญญาภัชระ ย้ำว่า การแถลงครั้งนี้ไม่ได้มีเจตนาพาดพิงองค์กรตำรวจ แต่เป็นการทำหน้าที่ทนายเพื่อชี้แจงข้อกฎหมายให้สังคมเข้าใจตรงกัน พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงการแถลงข่าวของตำรวจเมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2569 ว่าอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน ในประเด็นข้อกฎหมาย ทีมทนายระบุว่า คดีที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต้องดำเนินการตามขั้นตอนเฉพาะที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี 2560 มาตรา 236-237 ซึ่งกำหนดให้มีคณะผู้ไต่สวนอิสระ ที่แต่งตั้งโดยประธานศาลฎีกาเท่านั้น ไม่ใช่อำนาจของพนักงานสอบสวนทั่วไป พร้อมอ้างอิงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2689/2560 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ยืนยันว่า พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจดำเนินคดีกับกรรมการ ป.ป.ช. ดังนั้นการสอบสวนของ บก. ปปป. อาจเข้าข่ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 16 เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการ เพื่อคัดค้านสำนวนคดีดังกล่าวแล้ว ทนายสัญญาภัชระ ยังกล่าวถึงข้อมูลที่ได้รับการบอกเล่าจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ถึงความสัมพันธ์ ระหว่าง บิ๊กโจ๊ก กับนายสามารถ หรือ เอ็ดเวิร์ด บุคคลในคลิปเสียง ออกจากรั้วที่ตํารวจแล้วมาเปิดแถลงข่าว ส่วนวันที่ 18 เมษายนที่ผ่านมา โดยยอมรับว่ารู้จักและกันอย่างดีเหมือนพี่น้อง เพราะเคยช่วยเหลือเกื้อกูลมาตลอด
เนื่องจากก่อนหน้านี้ มีคดีสำคัญเกี่ยวกับคดีที่ทนายตั้มถูกเจ้อ้อย ฟ้องเรื่องฉ้อโกงและเรื่องของรถหรู โดยลูกน้องของเอ็ดเวิร์ด ก็ถูกดำเนินคดีด้วย และทนายตั้ม จะขอให้ศาลออกหมายเรียก ให้เอ็ดเวิร์ดไปเป็นพยาน ทำให้เอ็ดเวิร์ดเกิดความเครียด เพราะเขาเป็นนักธุรกิจไม่เคยชินกับการถูกดำเนินคดี จึงโทรมาปรึกษาบิ๊กโจ๊ก และบิ๊กโจ๊กได้แนะนําทนายอู๊ดให้เอ็ดเวิร์ดรู้จัก และเป็นที่ปรึกษาทางกฎหมายให้กัน
จากนั้น เอ็ดเวิร์ด ซึ่งมีปัญหาด้านสุขภาพและมีอาการป่วย จึงอยากไปรักษาตัวที่ต่างประเทศ เพราะเขาเป็นคนมีฐานะดี พร้อมยืนยันว่าบิ๊กโจ๊กไม่ได้กดดันให้เอ็ดเวิร์ดต้องหนีออกนอกประเทศเพราะเขาเดินทางออกนอกประเทศไป ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 ก่อนที่จะเกิดคดีเกี่ยวกับสินบนทองขึ้น
ขณะอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ได้มีการคุยกับสารทุกข์สุกดิบกัน เมื่อมีเรื่องของคดีสินบนทองคำ เอ็ดเวิร์ดจึงได้มาปรึกษาบิ๊กโจ๊กขอให้ช่วยหาทนายให้ ซึ่งบิ๊กโจ๊กบอกว่าให้ทนายอู๊ดดำเนินการ
ขณะเดียวกัน พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ ย้ำว่าในสิ่งที่พูดคุยกับ เอ็ดเวิร์ด ไม่มีเนื้อหาตามที่ปรากฏในคลิปเสียง ที่ตำรวจนำมาเปิดแต่อย่างใด เพราะหากดูจากลักษณะการพูดคุย ท้วงทำนอง จังหวะจะโคน ในคลิปดูพูดคล่องกว่าตัวจริง และขณะนี้กำลังหาต้นตอว่าได้มีการสร้างขึ้นหรือไม่ มีการเอาข้อความจากเสียงต้นแบบมาปะติดปะต่อ มาดำเนินการหัวท้ายหรือไม่ หรือมีการแก้ไขส่วนไหน ถ้าเจอจะดำเนินคดีทุกคน
ทนายสัญญาภัชระ ตั้งข้อสังเกตว่า เทคโนโลยี AI Voice Cloning และ Deepfake ในปัจจุบันสามารถปลอมแปลงเสียงได้แนบเนียน อีกทั้งหากคลิปได้มาจากการดักฟัง ก็อาจผิดกฎหมายและไม่สามารถใช้เป็นพยานหลักฐานได้ พร้อมตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการเปิดเผยข้อมูลคดีต่อสาธารณะ โดยเฉพาะกรณีที่อาจกระทบต่อสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา และย้ำหลักการว่าผู้ต้องหายังถือเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด
ในระหว่างการแถลงข่าว จึงทำการทดลองตัดต่อเสียง โดยให้ผู้สื่อข่าว พูดประโยคที่มีความยาวพอสมควรเพื่อให้ทีมเทคนิคทําการตัดต่อเสียง AI เป็นเสียงของ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ ซึ่งเสียงที่มีการตัดต่อ มีความคล้ายกับเสียงของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มาก
ขณะเดียวกัน ทนายสัญญาภัชระ ยังหยิบยกโพสต์ของ พ.ต.อ. ภาคภูมิ ที่มีนัยถึงการรับรู้ล่วงหน้าเกี่ยวกับการแถลงข่าวของตำรวจ พร้อมตั้งข้อสงสัยถึงแหล่งที่มาของข้อมูล และความเป็นไปได้ในการเปิดเผยสำนวนคดี ซึ่งอาจขัดต่อระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเอง