ตร.เปิดคลิปเสียงคล้าย “บิ๊กโจ๊ก” แนะแนวทางสู้คดี-ข่มขู่พยาน-อ้างชื่อนักการเมือง

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ตำรวจตั้งโต๊ะแถลงข่าวครั้งใหญ่เปิดคลิปเสียงคล้าย “บิ๊กโจ๊ก” นัดแนะแนวทางต่อสู้คดีสินบนทองคำ-ข่มขู่พยาน พร้อมอ้างชื่อนักการเมืองระดับชาติ!

ความคืบหน้ากรณีสินบนทองคำ 246 บาท ที่พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ถูกกล่าวหานั้น ล่าสุดวันนี้ตำรวจตั้งโต๊ะแถลงข่าวครั้งใหญ่พร้อมเปิดคลิปเสียงคล้ายเสียงของพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์และคล้ายเสียงของนายสามารถ คนรับซื้อทองคำคุยโทรศัพท์กัน ในลักษณะนัดแนะแนวทางต่อสู้คดีและข่มขู่พยาน และอ้างชื่อนักการเมืองระดับชาติ ซึ่งคลิปเสียงที่ตำรวจเปิดเป็นคลิปเสียงบางช่วงบางตอน ความยาวประมาณ 1 ชั่วโมง

คลิปเสียง ผู้สื่อข่าว พีพีทีวี
ตำรวจเปิดคลิปเสียงคล้าย “บิ๊กโจ๊ก” แนะแนวทางสู้คดี-ข่มขู่พยาน-อ้างชื่อนักการเมือง

โดยคลิปแรกเป็นคลิปเสียงสนทนาทางโทรศัพท์ คล้ายเสียงของ พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ กับ นายสามารถหรือเอ็ดเวิร์ด คนรับซื้อทองคำ ในลักษณะใช้ช่องวางทางกฎหมาย ข่มขู่ บิดเบือนความจริง สร้างเรื่องเพื่อใช้ต่อสู้คดีด้วยความเท็จ รวมถึงขบวนการซักซ้อมพยานเท็จ สร้างพยานคนนอกที่ไม่ใช่ผู้ต้องหาให้การเท็จ และใช้เทคนิคทางกฎหมายเพื่อเอาตัวรอด

นอกจากนี้ยังกล่าวอ้างถึงคอนเนกชันระดับสูงเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้ตนเองและให้ทุกคนร่วมมือด้วย รวมถึงดีลลับฟอกเงินโดยพาดพิงไปถึงนักการเมืองระดับชาติ และยังมีคลิปเสียงสนทนาคล้ายเสียงของนายสามารถและทนายอู๊ด ในลักษณะแนะแนวทางให้การและต่อสู้คดี

พลตำรวจโท ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่า คลิปเสียงดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพยานหลักฐานและได้มาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย สามารถตรวจสอบได้ในชั้นพิจารณาคดีของศาล และอยู่ภายใต้กระบวนการของกฎหมายทุกอย่าง สามารถเผยแพร่ได้ ซึ่งคลิปดังกล่าวพูดคุยกันหลายช่วงเวลาและหลายครั้ง ทั้งก่อนและหลังเป็นคดีความ และการพูดคุยกันหลังเป็นคดีความ พนักงานสอบสวนพบว่ามีพฤติการณ์บางอย่างที่อาจมีผลกระทบต่อการทำงานกับเจ้าหน้าที่และมีผลกระทบกับพยานบุคคล ซึ่งส่งผลให้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริง

และจากการพิจารณาพยานหลักฐานในชั้นสอบสวนมีความเห็นคนสั่งฟ้องผู้ต้องหา 4 คน คือ พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ นายสมบัติ นายสรพงษ์ และนายสุรสิทธิ์ ในข้อหาร่วมกันคิดสนบททองคำ และมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง 1 คน คือนายสามารถหรือเอ็ดเวิร์ด ซึ่งได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย และขณะนี้อยู่ในกระบวนการของพนักงานอัยการ

ส่วนข้อเท็จจริงที่มีการเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงที่ผ่านมามีทั้งข้อมูลที่ถูกต้องและข้อมูลที่คลาดเคลื่อนไม่ตรงกับข้อเท็จจริง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่า การดำเนินคดีเป็นไปตามพยานหลักฐานในสำนวนและเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเคร่งครัด และขอยืนยันว่าการปฎิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวนเป็นไปโดยสุจริต เป็นกลางและยึดหลักนิติธรรม ไม่เลือกปฏิบัติและไม่ถูกแทรกแซงจากบุคคลหรือกลุ่มคนใด ซึ่งในระหว่างการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน พนักงานสอบสวนพบพฤติกรรมอย่างที่อาจกระทบต่อการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ เช่น การใช้สิทธิ์ทางกฎหมายในลักษณะต่อเนื่อง // การร้องเรียน การแจ้งความ รวมถึงการติดต่อกับบุคคลในลักษณะที่อาจมีผลต่อความถูกต้องของข้อเท็จจริงในคดีนี้ ซึ่งพนักงานสอบสวนได้พิจารณาหลักฐานอย่างรอบคอบ และพยานบางส่วนยืนยันให้การตามข้อเท็จจริง

ไตรรงค์ ผิวพรรณ ช่างภาพพีพีทีวี
พลตำรวจโท ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ

ส่วนสาเหตุที่ต้องแถลงข่าวในวันนี้ ( 18 เม.ย.) เพราะเรื่องนี้ได้พูดคุยกันอย่างกว้างขวางและแพร่หลายในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งเพจต่าง ๆ มีการนำเสนอข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และจากการตรวจสอบในเพจอวตาร ทำให้มีผลกระทบต่อบุคคลอื่นหลายบุคคลไม่ว่าจะเป็นผู้กล่าวหาหรือพยานในคดีนี้ และกระทบต่อความเชื่อถือของประชาชนและกระบวนการยุติธรรม นอกจากนี้ยังมีการแชร์ต่อกันไปเรื่อย ๆ จึงจำเป็นต้องชี้แจงข้อเท็จจริงในคดีนี้เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริง

ส่วนสำนวนของกรรมการ ป.ป.ช. พลตำรวจโทไตรรงค์ระบุว่าได้ส่งให้คณะไต่สวนพิเศษของศาลฎีกาแล้ว เพราะคดีนี้เป็นคดีแรกที่ดำเนินคดีกับคนในองค์กรอิสระ ซึ่งคุณสมบัติของกรรมการองค์กรอิสระ กฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่าจะต้องดำเนินคดีที่ใด จึงส่งเรื่องไปรัฐสภา และรัฐสภา รวบรวมเสียงส่งไปยังประธานศาลฎีกา โดยประธานศาลฎีกาสั่งให้ตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาไต่สวนแล้ว ขณะที่ผู้ต้องหาที่เหลือพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการสืบสวนส่งพนักงานอัยการเรียบร้อยแล้ว

ส่วนมีความหวั่นไหวหรือกลัวในการทำคดีหรือไม่ พลตำรวจโท ไตรรงค์ ระบุว่า การทำงานของตำรวจดำเนินการตามพยานหลักฐานทางกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องกลัวหรือไม่กลัว แต่ยืนยันว่าพยานหลักฐานไปถึงไหนก็ดำเนินการไปตามนั้น ไม่ได้หวั่นไหวกับการฟ้องกลับ และยืนยันว่าไม่มีการแทรกแซงการดำเนินคดีใด ๆ แต่หากพบว่ามีการแทรกแซงคดีและไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน พนักงานสอบสวนก็จะนำไปพิจารณาการปล่อยตัวชั่วคราว

ส่วนที่ทนายความของพลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ไปยื่นฟ้อง พลตำรวจตรี จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ต่อศาลอาญาในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาเมื่อวานนี้ กังวลหรือไม่ พลตำรวจตรี จรูญเกียรติ ระบุว่า เป็นเรื่องของผู้ต้องหาที่จะฟ้องร้องใครก็ได้ ซึ่งไม่ได้ให้ความสำคัญหรือไม่ให้ราคากับคนฟ้อง ตำรวจสอบสวนกลางที่ทำคดีนี้ทำใจไว้แล้วว่าจะต้องถูกฟ้องซึ่งเป็นเรื่องปกติที่แผนประทุษกรรมของคนกลุ่มนี้พยายามฟ้องปิดปากเพื่อให้เกรงกลัวและมีการเจรจา รวมถึงสร้างข่าวปลอมหรือขบวนการ IO และสร้างเพจอวตารให้เกิดความสับสน ซึ่งสิ่งที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องทำคือการชี้แจงข้อเท็จจริงและรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อไม่ให้ประชาชนสับสน และขอให้เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งตอนนี้เชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมกำลังทำงาน

ขณะที่ พลตำรวจตรี ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่ากระบวนการบิดเบือนข้อเท็จจริง สังเกตได้ง่ายคือมีการด้อยค่าบุคคลฝั่งตรงข้าม บิดเบือน โจมตี ด้อยค่าฝั่งตรงข้าม และรูปแบบการวางภาพมาจากแหล่งเดียวกันซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้อง จึงขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับฟัง ซึ่งตำรวจไซเบอร์จะตรวจสอบ และหากมีผู้ใดเสียหายก็จะตรวจสอบเช่นกัน

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ