วันนี้ 18 ม.ค. 2566 นายกุศล โชติรัตน์ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นตัวแทนรับมอบหนังสือจากเลขาธิการมูลนิธิสืบนาคเสถียร จะได้ยินเสียงเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ บอกว่า “เชิญตามสะดวกหากอยากสัมภาษณ์ท่านรองฯ หรือรักษาการอธิบดีฯ” แต่จังหวะนั้น รองปลัดฯ เปิดประตูออกจากห้องแถลงข่าวไปพร้อมเอกสาร โดยที่สื่อมวลชนไม่ทันได้ถามคำถามใดๆ
การยื่นหนังสือของมูลนิธิสืบนาคะเสถียรวันนี้ นายภาณุเดช เกิดมะลิ เลขาธิการมูลนิธิฯ บอกว่า สืบเนื่องจากช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา เคยออกแถลงการณ์ฉบับที่ 1 เสนอทบทวนการโยกย้ายบุคลากรที่ก่อนหน้านี้ถูกย้ายอย่างไม่เป็นธรรม แต่ผ่านมาหลายสัปดาห์ยังไม่เห็นแนวทางปฎิบัติที่ชัดเจน รวมถึงกระบวนการตรวจสอบภายในที่ไม่เห็นความชัดเจนเช่นกัน เพราะไม่มีการสื่อสารต่อสาธารณชนถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบ แถลงการณ์วันนี้ จึงมีข้อเสนอ 3 ข้อ ได้แก่
1. ขอให้กระทรวงฯ ตรวจสอบเส้นทางการเงินขบวนการเรียกรับสินบน และย้ายผู้ที่มีรายชื่อบนซองมาอยู่ส่วนกลางก่อน เพื่อไม่ให้อยู่ในพื้นที่เพราะอาจส่งผลต่อรูปคดี
2. ขอให้กระทรวงฯ แถลงความคืบหน้าการสืบสวนต่อเนื่องทุกสัปดาห์ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส สาธารณชนสามารถติดตามตรวจสอบได้
3. ขอให้กรมอุทยานฯ ชี้แจงความคืบหน้าในการคืนความชอบธรรมบุคลากรที่ถูกย้ายไม่เป็นธรรม และเร่งจัดทำโครงสร้างเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพ (Career Path) ที่กรมฯ เคยดำเนินการไว้แล้วแต่ไม่เคยนำมาใช้ในทางปฏิบัติ ควรนำมาใช้เพื่อให้บุคลากรเห็นเส้นทางการเติบโตในลักษณะงานที่ถนัด และจัดสรรคนให้เหมาะกับงาน โดยมูลนิธิตั้งกรอบเวลา 3 เดือนในการดำเนินการ
ภายหลังจากยื่นหนังสือและรองปลัดกระทรวงฯ ออกจากห้องไปก่อน คนที่เป็นฝ่ายมาตอบคำถามสื่อ คือ นางรุ่งนภา พัฒนวิบูลย์ รองอธิบดีกรมอุทยานฯ ในฐานะรักษาการอธิบดีฯ โดยตอบประเด็นการสอบเส้นทางการเงินว่า เรื่องนี้พนักงานสอบสวนของ ปปป. ดำเนินการไประยะหนึ่งแล้ว ถ้ามีความชัดเจนทางกรมฯ จะรับเอาส่วนนั้นมาดำเนินการต่อ โดยขณะที่ซองเงินทั้งหมดอยู่ที่ตำรวจ ซึ่งตนเองไม่เห็นรายละเอียดเพราะอยู่ในระหว่างกระบวนการสอบสวน
ส่วนข้อเสนอให้ย้ายบุคคลที่ปรากฏชื่อบนซองเงินเข้ากรมฯ ก่อน เพื่อไม่ให้แทรกแซงการตรวจสอบ เพราะทั้งหมดถือเป็นผู้ต้องสงสัยในการเสนอเงินให้อธิบดีฯ นางรุ่งนภา บอกว่า มีการพูดคุยกันในระดับคณะกรรมการที่ประกอบด้วยรองอธิบดีกรมอุทยานฯ ทั้ง 3 คน ซึ่งอยู่ในระหว่างพิจารณาก่อนว่าจะเรียกเข้ามาหรือไม่ แต่ก็ยอมรับว่า ในเหตุการณ์ทั่วไป ซึ่งอาจจะไม่ใช่กรณีนี้ การที่ผู้ต้องสงสัยยังอยู่ในพื้นที่ ก็อาจจะยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานได้
อีกประเด็นที่สื่อรุมถาม คือเรื่องคำกล่าวอ้างว่าเงินในซองเป็นเงินเช่าพระ ว่าโดยปกติแล้วเงินส่วนนี้เป็นเงินส่วนตัวหรือมีการเบิกงบประมาณมาจ่าย ซึ่งนางรุ่งนภา ระบุว่า เท่าที่ทราบเบื้องต้น เงินเช่าพระเป็นส่วนที่มีการระดมทุนกันเอง เพื่อนำเงินไปใช้เป็นสวัสดิการในกรณีที่ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฎิบัติงาน โดยยืนยันว่าไม่มีรายการเบิกจ่ายงบประมาณมาณมาเช่าพระส่วนนี้ แต่ไม่ตอบคำถามว่าการจ่ายค่าเช่าพระ ปกติจะจ่ายในรูปแบบโอนเงินเข้าบัญชี หรือใส่ซองให้อธิบดี
รองอธิบดีฯ ยังตอบคำถามประเด็นที่นายศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร โพสต์เฟซบุ๊ก ว่าการตั้งตนเองเป็นรักษาการณ์อธิบดี เป็นการเข้าสู่เซฟโซน ผูกแพการตัดสินใจ ต้องผ่านการหารือร่วมกันระหว่างรองฯ 3 คน แต่ไม่ทำให้การสืบสวนคืบหน้า จึงฝากนายศศินกลับไปดูผลงานตนเองย้อนหลังว่าจริงจังกับงานขนาดไหน พร้อมบอกว่าตัวเองถึงแม้จะเป็นคนเงียบๆ แต่ก็เป็นนักวิชาการ จะทำอะไรต้องมีข้อมูลพร้อมในการตัดสินใจ แต่ไม่ได้อยู่เฉยหรือนิ่งนอนใจ
ส่วนผู้ที่ถูกโยกย้ายไม่เป็นธรรมในระหว่างการบริหารงานของอธิบดีฯ รวมถึงหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณไม่ครบ นางรุ่งนภา ระบุว่า ขณะนี้ทางกรมมีการสำรวจแล้ว แต่ขอสงวนข้อมูลไว้ก่อน เนื่องจากการดำเนินงานด้านนี้เป็นงานด้านบุคคล ต้องใช้เวลาในการดำเนินการแก้ปัญหาและอาจต้องมีการลงพื้นที่ แต่ภายในกรอบเวลา 3 เดือนที่มูลนิธิตั้งไว้ เชื่อว่าจะมีความคืบหน้าให้เห็นแน่นอน