การเข้าถึงการศึกษาที่เท่าเทียมกัน เป็นสิ่งสำคัญที่จะลดความเหลื่อมล้ำ เพราะเป็นดัชนีชี้วัดที่บ่งบอกได้ว่าประชาชนนั้นจะมีสุขภาวะที่ดีหรือไม่ ไม่เพียงแค่เด็กธรรมดาเท่านั้นที่ควรได้รับ เด็กที่เคยก้าวพลาดไปอยู่ในสถานพินิจเองก็เช่นกัน
กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จึงเดินหน้าพัฒนาและขยายหลักสูตรการศึกษามาอย่างต่อเนื่องหลายปี จนมีรูปแบบการศึกษาที่น่าสนใจมาก คือ “ศูนย์การเรียน”
นอกจากจะทำให้เด็กที่เคยผิดพลาดจากอดีต ไม่เสียโอกาสและหลุดออกจากระบบการศึกษาแล้ว เด็กที่นี่ยังได้เรียนรู้ต่อยอดวิชาที่ชอบ พร้อมกับเรียนวิชาสามัญที่เทียบโอนวุฒิการศึกษาได้อีก
โดย หนึ่งในเยาวชนของศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน เขต 5 จังหวัดอุบลราชธานี เล่าให้ฟังว่า ผมเข้ามาอยู่ในศูนย์ฝึกฯ ตั้งแต่อายุ 13 ปี หลังจากถูกจับคดีค้ายาเสพติด อยู่ได้ไม่กี่เดือนพ้นโทษก็กลับไปขายยาต่อ จนถูกจับเข้ามาอีกครั้งเมื่อปีที่แล้ว ตอนอายุ 17 ปีเต็ม
เจ้าตัวบอกว่า ตอนแรกที่ถูกจับมาอีกครั้ง คิดว่าจะอยู่รอวันปล่อย กลับบ้านเมื่อไร คงทำเหมือนเดิม แต่พอได้มาฝึกวิชาชีพ มันเปลี่ยนความคิดของเราไป ทำให้รู้ว่าถ้ากลับออกไปก็เจอแบบเดิมๆ ครับ มีสิ่งเดิมๆ ทำให้เข้ามาเหมือนเดิมครับ แต่ว่าถ้าผมมีอาชีพติดตัวไปก็ทำให้ไม่ไปเสพยาเหมือนเดิมครับ
รอบนี้ไม่เหมือนเดิม เพราะได้ฝึกวิชาตัดผมในเรือนจำ จากเรียนตามเพื่อน เปลี่ยนมาเป็นความชอบและความชำนาญ จนผมเอ่ยปากขออุปกรณ์ตัดผมจากศูนย์ฝึกฯ ตัดสินใจว่าจะนำไปประกอบอาชีพที่บ้านเกิด หลังพ้นโทษในอีก 1 เดือนข้างหน้า
“ศูนย์การเรียน” แนวคิดใหม่สร้างความรู้-อาชีพให้เด็กที่เคยก้าวพลาด
สำหรับแนวคิดการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบ “ศูนย์การเรียน” มีขึ้นที่จังหวัดนครพนม ในปี 2563 ก่อนจะกลายเป็นเป็นต้นแบบในศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ
เด็กๆ ภายในศูนย์ฝึกฯ จะได้เรียนทั้งวิชาการ ซึ่งจะสามารถเทียบวุฒิการศึกษาได้ และยังสามารถเลือกเรียนวิชาชีพได้ มีทั้งวิชาชีพตัดผม ศิลปะ และงานช่างแขนงต่างๆ
นอกจากนี้ศูนย์ฝึกฯ ยังประสานเครือข่ายภายนอก เข้ามาจัดการอบรมระยะสั้นในสาขาที่เด็กสนใจ เช่น E-Sports หรือ การขายของออนไลน์ จนเด็กได้รางวัลการแข่งขันระดับประเทศของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
ส่วนข้อสงสัยที่ว่าวิธีนี้ จะลดการกระทำผิดซ้ำได้หรือไม่ จากการสำรวจ มีข้อมูลพบว่า หลังเริ่มโครงการฯ ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา อัตราการกระทำผิดซ้ำของเด็กที่ถูกส่งเข้ามาศูนย์ฝึกฯ ลดลง
โดย ศาสตราจารย์สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ในฐานะผู้สนับสนุนโครงการ มองว่า กรมพินิจฯ เป็นต้นแบบของการจัดการศึกษาที่ตอบสนองความหลากหลายของเด็ก ถึงขั้นที่หลักสูตรการเรียนการสอนของกระทรวงศึกษาธิการ ก็ยังไปไม่ถึง
การพัฒนาการเรียนการสอนให้กับเด็กที่เคยก้าวพลาดอย่างต่อเนื่อง ทำให้กรมพินิจฯ ทลายข้อจำกัดทางการศึกษาให้กับพวกเขาได้ พลิกชีวิตจากเด็กหลังห้องให้มีวิชาติดตัว มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ต้องถูกผลักออกจากระบบการศึกษาอีก ทั้งที่ต้องรับโทษจากอดีตที่เคยผิดพลาด