นายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม และเจ้าของฉายา ทนายกระดูกเหล็ก ได้เดินทางมาที่สโมสรตำรวจก่อนบิ๊กโจ๊ก ก่อนจะให้ สัมภาษณ์ บอกว่า ไม่รู้สึกกังวลในการรับทำคดีนี้ โดยส่วนตัวคิดว่าการที่บิ๊กโจ๊กโดนคดีในครั้งนี้เป็นการกลั่นแกล้งหรือการดิสเครดิตกันมากกว่า เพราะเกิดเรื่องในจังหวะเดียวกันที่จะมีการเลือกผบ.ตร.พอดิบพอดี มเรื่องการออกหมายค้นบ้านและนำทีมคอมมาโดมาบุกบ้านของพล.ต.อ.สุรเชษฐ์
จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง แสดงเห็นให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เป็นการดิสเครดิต และยกเหตุการณ์สมัยที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย และอดีต ผบ.ตร.เป็นตัวอย่าง
นายอนันต์ชัย เผยว่า ไม่เชื่อว่าตำรวจที่ไปค้นบ้าน จะไม่รู้ว่าเป็นบ้านของพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ ดังนั้นการกระทำดังกล่าวถือว่าเป็นการกลั่นเเกล้ง ดิสเครดิตอย่างเเน่นอน หน้าที่ของตนคือจะต้องทำความจริงให้ปรากฏ
ส่วนเรื่องที่มีภาพ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ปรากฎร่วมกับ "มินนี่" เจ้าของเว็บพนันออนไลน์ แล้วถูกนำมาโยงกันนั้น ทนายอนันต์ชัย กล่าวว่า การเป็นบุคคลสาธารณะ เวลาจะเดินทางไปที่ไหนย่อมมีคนมาขอถ่ายรูปเป็นปกติอยู่แล้ว ซึ่งคนที่มาขอถ่ายรูป หรือร่วมเฟรมภาพ อาจจะมีทั้งคนดีรวมไปถึงคนที่ทำผิดกฎหมายปะปนกันไป ดังนั้นการที่ถ่ายรูปกับคนที่กระทำผิดกฎหมายก็ไม่ได้หมายความว่าบุคคลผู้นั้นจะมีความผิดไปด้วย
“การที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ไปร้องเพลง ไปถ่ายรูป รวมถึงที่มีดาราไปถ่ายรูป แล้วจะชั่วไปด้วยมันไม่ใช่ อย่าไปคิดอย่างนั้น เพราะคดีอาญาให้ดูที่เจตนา ว่ากระทำความผิดจริงหรือไม่ ตามมาตรา 59 ไม่ใช่ดูที่การถ่ายรูป"
นอกจากนี้ อย่าขอเอาเรื่องของลูกน้อง ที่กระทำผิดมารวมกับผู้บังคับบัญชา เพราะการที่ลูกน้องทำผิดไม่ได้หมายความว่าผู้บังคับบัญชาจะทำผิดด้วย เพราะเรื่องเส้นทางการเงินทั้งหมดนั้นทราบหมดแล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม และเรื่องนี้ตนเองจะไม่ให้พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ พูดอีกแล้วทนายความจะเป็นผู้พูดแทน
นายอนันต์ชัย ได้ย้ำความมั่นใจว่า "ไม่ต้องกลัว งานนี้ผมเอาอยู่" และจะขอเปลี่ยนฉายาให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ใหม่ จาก "โจ๊กหวานเจี๊ยบ" เป็น "โจ๊กอัคนี" สื่อถึงเปลวเพลิงที่เผาทุกสิ่งทุกอย่าง เเละมีความเเข็งเเกร่ง
โปรแกรมการแข่งขัน เอเชียนเกมส์ 2022 ของนักกีฬาไทย วันที่ 27 ก.ย. 66