“วันแรงงาน” หรือ “Labour Day” ซึ่งจะตรงกับทุกวันที่ 1 พฤษภาคม ถือเป็นวันหยุดประจำปีที่มีผลมาจากการเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงาน เพื่อเฉลิมฉลองผลงานทางเศรษฐกิจและสังคมของผู้ใช้แรงงาน
อย่างไรก็ตามวันแรงงานนี้ ไม่ถือว่าเป็น “วันหยุดราชการ” ดังนั้นหน่วยงานราชการยังคงเปิดทำงานและให้บริการตามปกติในวันแรงงาน ส่วนที่หยุดจะเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานเอกชนเท่านั้น ทั้งนี้กรณีนายจ้างไม่หยุดให้กับลูกจ้างในวันนี้ จะมีโทษทางกฎหมายด้วย
ดังนั้นแล้วที่มาของวันหยุดในวันแรงงานนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร และกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้หยุด นายจ้างจะต้องชดเชยทางกฎหมายอย่างไรบ้าง ทีมข่าวพีพีทีวีได้รวบรวมข้อมูลมาฝากทุกคนกัน!
ที่มาของวันหยุด “วันแรงงาน”
ในสมัยก่อนประเทศยุโรปจะถือเอา “วันเมย์เดย์” วันเริ่มต้นของเดือนพฤษภาคมเป็นวันเริ่มต้นฤดูใหม่ทางเกษตรกรรม โดยในวันดังกล่าวทุกคนจะทำพิธีเฉลิมฉลองบวงสรวงขอให้ปลูกพืชผลได้ดี รวมถึงขอให้ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข ซึ่งนับเป็นวันหยุดพักผ่อนประจำปี
ต่อมาประเทศอุตสาหกรรมหลายประเทศ ได้ถือวันดังกล่าวนี้เป็นวันหยุดตามประเพณีทั่วไป โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเตือนใจให้ประชาชนตระหนักถึงผู้ใช้แรงงานที่ได้ทำประโยชน์แก่เศรษฐกิจของประเทศ
ความหมายของ วันเมย์เดย์ (May Day) จึงเปลี่ยนไปจากเดิม จนเมื่อปี พ.ศ. 2433 ได้มีการเรียกร้องในหลายประเทศทางตะวันตกให้ถือเอาวันที่ 1 พฤษภาคม เป็น "วันแรงงานสากล"
ตั้งแต่นั้นมาหลายประเทศจึงได้เริ่มฉลองวันแรงงาน จนสืบทอดมาถึงในปัจจุบัน รวมถึงประเทศไทยก็ได้มีการกำหนดให้ทุกวันที่ 1 พฤษภาคม เป็น “วันแรงงานแห่งชาติ”
ทำไมข้าราชการไม่ได้หยุดในวันแรงงาน
เนื่องจาก “ข้าราชการ” ไม่ถือเป็นแรงงานตามนิยามของพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ประกอบกับวันแรงงานไม่ถือเป็น “วันหยุดราชการ” ด้วยเหตุนี้ข้าราชการจึงไม่ได้หยุดในวันดังกล่าว และต้องปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ
นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างหยุดวันแรงงาน มีโทษตามกฎหมาย
ส่วนกรณีพนักงานออฟฟิศ หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจไม่ได้หยุดนั้น ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 กำหนดไว้ว่า นายจ้างต้องให้ลูกจ้างหยุดงานในวันแรงงานแห่งชาติ และต้องจ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างเท่ากับวันทำงาน
ถ้าไม่อาจหยุดงานได้ เนื่องจากมีลักษณะงานที่จำเป็นหรือต้องทำติดต่อกันไป ถ้าหยุดงานอาจจะเสียหายแก่งาน เช่น ทำงานโรงแรม ร้านขายอาหาร สถานพยาบาล ให้นายจ้างตกลงกับลูกจ้างว่าจะให้หยุดชดเชยวันอื่นแทนหรือจะจ่ายค่าทำงานในวันหยุดให้กับลูกจ้าง โดยต้องได้รับเงินเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 1 เท่าของค่าจ้างในวันทำงานปกติ
แต่หากนายจ้างไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ขอบคุณข้อมูลจาก : มหาวิทยาลัยศรีปทุม, กระทรวงแรงงาน และ สภาองค์กรของผู้บริโภค