ทุกวันนี้ข่าวปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ผิดเพี้ยนไป เริ่มมีมาให้เห็นอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิที่สูงขึ้น พายุฝนที่รุนแรง น้ำแข็งทั่วโลกที่ละลายอย่างรวดเร็ว รวมถึงระบบนิเวศตามธรรมชาติที่ได้รับผลกระทบอยู่มากมาย
ซึ่งเหตุผลสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้สภาพอากาศแปรปรวนก็เกิดขึ้นมาจาก “ปรากฏการณ์เอลนีโญ” (El Nino)
"เอลนีโญ" ทำให้สภาพอากาศแปรปรวนอย่างไร
โดยปกติแล้วในมหาสมุทรแปซิฟิก หรือมหาสมุทรที่กั้นระหว่างทวีปเอเชียและทวีปอเมริกา
มีกระแสลมเรียกว่า “ลมค้า” (Trade wind) ซึ่งจะพัดอยู่บริเวณดังกล่าว
และเมื่อไรที่ลมดังกล่าวเกิดความผกผัน คือมีกำลังอ่อนหรือมีกำลังแรง จะทำให้เกิดการไหลเวียนของน้ำแปรปรวนด้วยเช่นเดียวกัน (ปรากฏการณ์เอลนีโญและลานีญา) ส่งผลให้สภาพอากาศแปรปรวน และเกิดสภาวะแห้งแล้งหรือฝนตกหนักนั่นเอง
“เอลนีโญ” คืออะไร
เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากกระแสลมมีกำลังอ่อนและเปลี่ยนทิศทางพัดจากด้านตะวันออกของมหาสมุทรแปฟิซิกไปด้านตะวันตกของมหาสมุทรแปฟิซิก ทำให้กระแสน้ำอุ่นไหล ไปยังทวีปอเมริกาใต้แทน ด้วยเหตุนี้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลียขาดฝนและเกิดความแห้งแล้ง แต่ชายฝั่งของทวีปอเมริกาใต้กลับมีฝนตกเพิ่มมากขึ้น โดยมักจะเกิดอยู่แบบนี้ประมาณ 12-18 เดือนโดยเฉลี่ย
ซึ่งปรากฏการณ์เอลนีโญจะมีอยู่ด้วยกัน 3 สภาพ คือ ร้อน เย็น และเป็นกลาง และในสภาวะร้อนนี้มักจะเกิดขึ้นทุก ๆ 2-7 ปี ที่ทำให้กระแสน้ำเปลี่ยนทิศทางและทำให้อุณหภูมิของโลกเรานั้นอบอุ่นขึ้น
และหากนึกถึงเหตุการณ์ที่ปรากฏการณ์เอลนีโญนั้นรุนแรงที่สุด คงจะต้องนึกย้อนกลับไปในปี 2023 ที่เป็นปีที่โลกของเราร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์
วิธีรับมือปรากฏการณ์เอลนีโญ
เมื่อเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ สิ่งที่น่ากลัวคือเรื่องปัญหาความแห้งแล้งที่อาจทำให้เกิดความยากลำบากต่อการใช้ชีวิต เพราะเมื่อโลกมีความร้อนมากยิ่งขึ้นก็จะทำให้การใช้ชีวิตของเราเปลี่ยนไป ซึ่งจะมีผลกระทบไปยังเศรษฐกิจโดยรวมเช่นกัน
อีกทั้งยังทำให้ธรรมชาติเกิดการขาดความสมดุลเป็นเหตุให้ต้นไม้ และสัตว์เล็กใหญ่เกิดปัญหาทางชีวภาพได้อีกเช่นเดียวกัน ดังนั้นวิธีที่รับมือกับปรากฏการณ์เอลนีโญ หรือหยุดสภาวะแปรปรวนทางอากาศที่รุนแรงนี้ได้ ต้องทำดังนี้
1. ใช้น้ำอย่างประหยัด
ไม่ควรใช้น้ำอย่างฟุ่มเฟือย เกินความจำเป็น เพราะนอกจากจะไม่เป็นการประหยัดน้ำแล้วก็ยังส่งผลต่อเรื่องค่าใช้จ่ายที่มากยิ่งขึ้นในช่วงที่ประสบปัญหาภัยแล้งนี้ไปได้อีกด้วย
2. ใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด
การใช้ทรัพยากรต่างๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สามารถทำได้หลากหลายวิธี เช่น การนำกะละมังมารองในการล้างผักผลไม้ หรือ การนำน้ำที่ใช้แล้วมารดน้ำต้นไม้อีกครั้ง ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์ต่อการใช้น้ำโดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำในการรดต้นไม้เพิ่ม
3. ปลูกต้นไม้เพิ่มความร่มรื่น
การปลูกต้นไม้ เท่ากับว่าเราได้สร้างเครื่องฟอกอากาศบริเวณนั้นได้แล้ว ถือเป็นการเพิ่มความร่มรื่นให้กับบริเวณบ้าน ขณะเดียวกันก็ช่วยลดการใช้ไฟจากการเปิดเครื่องปรับอากาศหรือพัดลมไปในตัวอีกด้วยได้ อีกทั้งยังช่วยลดมลพิษทางอากาศที่อาจทำให้เกิดโรคในช่วงที่เกิดภัยแล้ง
4. ลดการสร้างมลพิษทางอากาศ
ปัญหาที่ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศที่ใหญ่ที่สุดในปัจจุบันคือ เรื่องการใช้รถยนต์ ยิ่งมีจำนวนของรถบนถนนมาก ก็จะมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากท่อไอเสียมาก ยิ่งทำให้สภาพอากาศของโลกถูกทำลาย และส่งผลให้อุณหภูมิโลกร้อนมากขึ้น
ดังนั้นการเลี่ยงมาใช้รถขนส่งสาธารณะแทน จะช่วยลดจำนวนรถยนต์บนถนนได้ อีกทั้งยังลดสาเหตุหนึ่งของปัญหาของมลพิษทางอากาศ และหากมองในแง่ดีเราก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดอุณหภูมิความร้อนให้ต่ำลงได้ด้วย
ขอบคุณข้อมูลจาก : วุฒิสภา และ GISTDA
พยากรณ์อากาศล่วงหน้า 17 – 26 เม.ย. เตือนฝนเพิ่มขึ้น ระวังพายุฤดูร้อน!