จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ เกิดจากภายหลังที่ คาริม บูคาดูรอฟ อินฟลูเอนเซอร์ด้านท่องเที่ยวในสวีเดน โพสต์วิดีโอ พาเที่ยวพิพิธภัณฑ์ Disgusting Food Museum ที่รวบรวมอาหารที่ดูน่าขยะแขยงที่สุดในโลก
โดยอาหารที่จะนำมาจัดแสดง มีมากกว่า 80 ชิ้น และ 1 ในนั้นคือ ผลไม้กลิ่นแรงจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่พวกเราคงคุ้นเคยกันดีอย่าง “ทุเรียน” จนทำให้ชาวเอเชียหลายคนไม่เห็นด้วย โดยแสดงความคิดเห็นว่า รสชาติทุเรียนไม่ได้แย่ถึงขั้นใช้คำว่าเป็นอาหารขยะแขยง หลายคนชื่นชอบในรสชาติของมันด้วยซ้ำ
หนึ่งในผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ บอกว่า ความรู้สึกน่าขยะแขยง ถูกกำหนดตามความรู้สึกของแต่ละคน เพราะขึ้นอยู่กับว่าเราโตมากับอะไร เหมือนการปลูกฝังวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง ถ้าเราเคยชินกับอะไรเราก็จะไม่รู้สึกขยะแขยงสิ่งนั้น อาหารบางอย่างที่เรามองว่าไม่น่ากิน อาจเป็นของอร่อยสำหรับคนในอีกพื้นที่หนึ่ง
ทีมข่าวจึงไปคุยกับน.ส.อริสา ชาวดอย แม่ค้าทุเรียนเขตเทศบาลเมืองสตูล เธอตกใจเมื่อรู้ข่าวการจัดอันดับ แต่ยอมรับว่าคนที่ไม่ชอบทุเรียน เพราะเรื่องกลิ่นก็มีบ้าง แต่ไม่ถึงกับเป็นอาหารที่น่าขยะแขยง เพราะทุเรียนได้รับความนิยมสูงมาก หากไม่อร่อยจริงคงไม่ขายดีขนาดนี้
เธอขายทุเรียนมาเกือบ 10 ปี มีแต่ลูกค้าที่เพิ่มขึ้นทุกปี ทุเรียนถือเป็นผลไม้ยอดนิยมบางคนหมอห้ามแต่ก็ยังแอบกิน ปัจจุบันการกินทุเรียนคนไทยเปลี่ยนไป เขาจะกินทุเรียนห่ามๆ กรอบแข็ง กรอบนอกนุ่มใน บางคนไม่ชอบกลิ่นทุเรียนที่เละๆแต่กินทุเรียนกรอบ
สำหรับตนยอมรับว่ากลิ่นแรงจริงแต่สำหรับคนเพิ่งเริ่มกินอยากแนะนำให้กินแบบกรอบนอกนุ่มใน ยิ่งตอนนี้ทุเรียนขายดีมาก ตนเคยขายก.ก.ละ 1,000 บาทยังขายได้ ลูกค้าบางคนบอกว่าหากเป็นหน้าทุเรียน เงินที่ต้องซื้อของอย่างอื่นต้องงดเพื่อนำเงินมาซื้อทุเรียนแทน ดังนั้นการจัดอันดับของ พิพิธภัณฑ์ Disgusting Food Museum ที่สวีเดน ไม่น่าจะส่งผลอะไรต่อความนิยมของทุเรียนไทย