ย้อนกลับไปเมื่อ 17 มี.ค. 2567 เวลาประมาณ 03.00 น. ตำรวจน้ำ ใช้เรือตรวจการณ์1301 (เรือชัย จินดา) กำลังพล 50 นาย ออกตรวจสอบพื้นที่บริเวณกลางอ่าวไทย ต่อมาวันเดียวกันนั้น เวลาประมาณ 09.00 น. ได้ตรวจพบเรือ เจ.พี.สัญชาติไทย พร้อมน้ำมันเถื่อนประมาณ 80,000 ลิตร พร้อมลูกเรือ 7 คน ขณะกําลังขนถ่ายน้ํามันเถื่อนให้กับเรือ ช.โชคบุญชู 91 พร้อมลูกเรือ 4 คน และ เรือกําไลเงิน (เหล็ก) พร้อมลูกเรือ 6 คน
โดยเรือลําดังกล่าวได้รับน้ำมันเถื่อนแล้ว จะทําการขนส่งไปเทียบที่ท่าเรือไม่ทราบชื่อ บริเวณ ต.บางตะบูน อ. บ้านแหลม จ.เพชรบุรี เพื่อขนถ่ายต่อไปยังรถบรรทุกน้ํามันต่อไป
ต่อมาเวลาประมาณ 15.00 น. เรือตรวจการณ์ ได้ตรวจพบเรือ ซีฮอต สัญชาติไทย พร้อมน้ำมันเถื่อนประมาณ 150,000 ลิตร พร้อมลูกเรือ 6 คน และ เรือดาวรุ่ง สัญชาติไทย พร้อมน้ำมันเถื่อนประมาณ 100,000 ลิตร พร้อมลูกเรือ 6 คน (รวม ทั้งสิ้น เรือ 5 ลํา, ลูกเรือ 28 คน และ น้ํามันเถื่อนประมาณ 330,000 ลิตร คิดเป็นมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท) กระทั่งวันที่ 19 มี.ค. 2567 เวลาประมาณ 08.00 น. ตํารวจ ได้นําเรือทั้ง 5 ลํา พร้อมตัวลูกเรือ ทั้งหมด เข้าเทียบท่า ณ ท่าเรือ สถานีตํารวจน้ำฯ สัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี
หลังจับกุม เรือของกลางทั้ง 5 ลำถูกนำมาจอดอยู่ที่สะพานท่าเทียบเรือฯหน้าสถานีตำรวจน้ำ ห่างจากฝั่งไปประมาณ 80เมตร เรือที่มีน้ำมันอยู่ 2 ลำ คือ เจ.พี และซีฮอต ถูกจอดอยู่หน้าสะพานท่าเทียบเรือ โดยมีเรือเปล่าชื่อเรือกำไรเงินจอดคั่นกลาง ส่วนเรือดาวรุ่ง ซึ่งเป็นเรือที่มีน้ำมันอีกลำและเป็น 1 ใน 3 ลำที่หายไป จอดอยู่ข้างสะพานท่าเทียบเรือ ติดกับเรือชื่อโชคบุญชู91 เรือทั้ง5ลำจอดอยู่ในลักษณะนี้ประมาณ 3 เดือน โดยตำรวจน้ำให้ลูกเรือที่ถูกจับพร้อมเรือคอยดูแลเรือ
จนกระทั่งวันที่ 9 มิ.ย. 2567 สารวัตรตำรวจน้ำสัตหีบนายหนึ่ง สั่งให้ลูกเรือ ย้ายเรือที่มีน้ำมันทั้ง 3 ลำ คือ เรือ เจ.พี ซีฮอตและดาวรุ่ง ไปจอดข้างสะพานท่าเทียบเรือ ห่างออกไปประมาณ 100 เมตร โดยให้เหตุผลว่า คลื่นลมแรงจอดมาได้ 2 วันเรือก็ยังอยู่ดี
ต่อมาคืนวันที่ 11 มิ.ย. 2567 เวลา 20.00 น. ตำรวจน้ำยังมองเห็นเรือเปิดไฟ เวลา 22.00 น. เรือทั้งหมดดับไฟปรากฎว่าเช้าวันที่ 12 มิ.ย. 2567 พบว่า เวลาประมาณ 06.00 น. เรือ 3 ลำหายไปจากจุดจอดแล้ว
ด้านลูกเรือคนหนึ่งซึ่งประจำเรือ โชคบุญชู 91 บอกว่า ตั้งแต่ถูกจับกุม ก็ประจำเรือเฝ้าเรือมาตลอด ก่อนเกิดเหตุ 6 มิ.ย. 2567 ตำรวจให้สั่งย้ายเรือ 3 ลำออกไปจริง เนื่องจากมีมรสุม คลื่นลมแรงทำให้เรือกระแทกกัน จึงต้องย้ายเรือออกไปทอดสมอห่างจากสะพานท่าเทียบเรือประมาณ 100 เมตร โดยปกติตำรวจจะมาตรวจตราทุกวันอยู่แล้ววันละหลายรอบ คืนวันเกิดเหตุ 11 มิ.ย. 2567 ยังนั่งดื่มสุรากับเพื่อนลูกเรือทั้ง 3 ลำอยู่เลย ไม่ทราบว่าหายไปตอนไหน กว่าจะรู้ว่าเพื่อนลูกเรือนำเรือหลบหนีไป ก็คือ เที่ยงอีกวันแล้ว โดยก่อนหน้านี้เพื่อนก็ไม่เคยบอกอะไร และไม่เคยมีพฤติกรรมพิรุธอะไร
ด้านชาวบ้านในพื้นที่ บอกว่าลูกเรือชุดนี้ อยู่ประจำเรือตั้งแต่เดือนมีนาคม ปกติจะขึ้นมาฝั่งพูดคุยกับชาวบ้านจนเป็นที่คุ้นเคยกัน เคยเล่าให้ฟังว่า เจ้านายเขาถูกจับแต่ไม่ได้บอกว่าเจ้านายเป็นใคร และปกติลูกเรือชุดนี้จะขึ้นฝั่งมาดื่มสังสรรค์แทบทุกวัน แต่ก่อนเกิดเหตุเรือหาย 2 วัน ไม่ได้มาเลย โดยทราบมาว่า ลูกเรือชุดนี้มีกำหนดที่จะต้องขึ้นศาลวันที่ 27-28 มิ.ย.นี้
มีการตั้งข้อสังเกตกันว่า การสตาร์ทเรือขนาดใหญ่ทั้ง 3 ลำ เพื่อขับออกไป ต้องมีคนได้ยินเสียงเครื่องยนต์บ้าง แต่ปรากฎว่าคืนวันเกิดเหตุไม่มีใครได้ยินเสียงเครื่องยนต์เลย มีเพียงตำรวจน้ำที่สังเกตการณ์อยู่บนฝั่งที่เหตุไฟเรือปิดตอน 22.00 น.แต่ก็ไม่ได้มาตรวจตราอะไร กระทั่งเช้าจะพบว่าเรือหายไปแล้ว