จากกรณีเรือน้ำมันเถื่อนของกลาง 3 ลำ พร้อมกับน้ำมันเถื่อนกว่า 3 แสนลิตรหายไปอย่างไร้ร่อยรอย ทั้งที่จอดอยู่หน้าท่าสถานีตำรวจน้ำสัตหีบ ตอนนี้ยังไม่ทราบพิกัดว่าหายไปอยู่ตรงไหนของทะเลแล้ว
โดยเรื่องนี้ทีมข่าวพีพีทีวีเคยลงพื้นที่ตอนจับกุม ซึ่งมีเรือทั้งหมด 5 ลำ โดยใรครั้งนั้นทีมข่าวพีพีทีวีพบจุดบกพร่องที่น่าสนใจว่า อาจจะเป็นจุดที่นำมาสู่เหตุการณ์เรือหายของกลางในวันนี้
เรือหายได้อย่างไร?
ทั้งนี้ย้อนกลับไปวันที่ 19 มี.ค. ทีมข่าวพีพีทีวีลงพื้นที่ไปที่ท่าเรือตำรวจน้ำสัตหีบ จ.ระยอง ซึ่งจุดที่จอดเรือของกลางทั้ง 5 ลำ วันนั้นที่ไป เรือของกลางยังอยู่ครบทั้ง 5 ลำ หลักๆมีเรือบรรทุกน้ำมัน 3 ลำ จอดอยู่ด้านหน้าสะพาน ส่วนเรือประมงอีก 2 ลำ ที่ทำหน้าที่ไปขนน้ำมันเข้าฝั่งอีกทีจอดอยู่ด้านข้างสะพาน ซึ่ง 2 ลำนี้ไม่หาย แต่เรือที่หายคือเรือ 3 ลำที่บรรทุกน้ำมันเท่านั้น
ส่วนเรือหายไปได้อย่างไรนั้น มีการชี้แจงออกมาจากตำรวจสอบสวนกลางว่าตั้งแต่เก็บรักษาของกลางไว้เมื่อวันที่ 19 มี.ค. 2567 ตำรวจน้ำสัตหีบมีการจัดเวรยามดูแลของกลางตลอด 24 ชม. มีคนเรืออยู่ประจำเครื่องเรือแต่ละลำตลอดเวลา เพื่อระมัดระวังสถานการณ์คลื่นลมแรง และน้ำที่อาจเข้าเรือและทำให้ของกลางเสียหาย โดยให้รายงานสถานการณ์ทุกวัน
แต่ในวันที่ 9 มิ.ย. 2567 เวลาประมาณ 18.00 น. สภาพอากาศมีคลื่นลมแรง ในทะเลมีคลื่นสูง สถานีตำรวจน้ำสัตหีบสั่งการให้เรือของกลางจำนวน 5 ลำ ที่มีน้ำหนักมากออกลอยลำ จอดทอดสมอห่างจากสะพานท่าเทียบเรือตำรวจน้ำสัตหีบไประยะ 100 เมตร เพราะอาจทำให้เรือของกลางได้รับความเสียหาย โดยมีตำรวจสังเกตุการณ์จากบนฝั่ง
วันที่ 11 มิ.ย.2567 เวลา 20.00 น. ตำรวจที่เข้าเวรยังมองเห็นเรือเปิดไฟ แต่ต่อมาช่วงเวลา 22.00 น. กลับพบว่าเรือทั้งหมดดับไฟ
จนกระทั่งเช้าวันที่ 12 มิ.ย.เวลาประมาณ 06.00 น. ตรวจสอบพบเรือ 3 ลำหายไปจากจุดจอด เหลือจอดอยู่เพียง 2 ลำ จากเรือทั้งหมด 5 ลำ จึงรีบนำเรือที่เหลือ 2 ลำ เข้าจอดเทียบท่าตามปกติ และเร่งทำการค้นหาเรือที่หายไปทันที
จุดผิดสังเกต!
ทั้งนี้สำหรับจุดผิดสังเกตตั้งแต่วันแรกที่ลงพื้นที่ไปและคิดว่าอาจจะเป็นช่องโหว่ที่อาจจะนำไปสู่เหตุการณ์ที่เรือหายในครั้งนี้ จุดสังเกตแรก คือ ตอนที่ลงพื้นที่ไปถึงทีมข่าวพบว่าบนเรือยังมีลูกเรืออยู่เต็มไปหมด และอยู่ในลักษณะสบายมาก ไม่ได้ดูทุกข์ร้อนอะไร และไม่ได้ถูกคุมขังอยู่ในห้องขัง
โดยในตอนนั้นทีมข่าวยังถามตำรวจด้วยว่า “ลูกเรือพวกนี้ไม่ต้องเข้าคุมตัวในคุกหรือ แล้วปล่อยไว้บนเรือแบบนี้ไม่ต้องมีตำรวจเฝ้า แล้วไม่กลัวผู้ต้องหาหลบหนีหรือ?” ซึ่งตำรวจให้ข้อมูลว่า “เนื่องจากเรือของกลางบรรทุกน้ำมันจำนวนมาก เรือขนาดใหญ่ มีน้ำไหลเข้าด้วย เสี่ยงต่อการที่เรือจะจมของกลางอาจจะเสียหายได้ จึงจำเป็นต้องให้ลูกเรือ โดยเฉพาะกัปตันเรือเฝ้าเอาไว้ และคอยเช็คเรือ เช็คเครื่องอยู่ตลอดเวลา” นั่นหมายความว่า ตำรวจปล่อยโจรทิ้งไว้กับของกลางตลอดเวลาหรือไม่?
จุดสังเกตสอง กรณีตำรวจน้ำบอกว่าต้องนำเรือไปทอดสมออยู่ไกลจากท่าเทียบเรือ 100 ม. เพื่อป้องกันคลื่นลมแรงใครเป็นคนขับเรือออกไป ใช่คนเรือของเรือขนน้ำมันเถื่อนหรือไม่? หากเป็นแบบนั้นตำรวจได้ตามไปประกบเรือของกลางเหล่านี้หรือไม่ เพราะหากไม่มีตำรวจตามไปประกบ แบบนี้จะเท่ากับว่ามอบทั้งเรือ ทั้งกุญแจให้โจร แถมยังให้ขับออกไกลจากสายตาอีก
โดยในเรื่องนี้ทีมข่าวได้สอบถามไปยัง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยบอกว่า เบื้องต้นสันนิษฐานว่าไม่มีตำรวจอยู่บนเรือในวันเกิดเหตุจริง มีแต่ผู้ต้องหา ส่วนตำรวจก็สังเกตการณ์อยู่ชายฝั่ง ตอนนี้กำลังสอบสวนตำรวจน้ำที่เฝ้าสังเกตการณ์ เห็นหรือไม่อย่างไร มีส่วนร่วมกระทำความผิดหรือเปล่า แต่งานนี้ยืนยันว่า ต้องมีคนผิด 157 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่แน่ๆ
วิเคราะห์เส้นทางหลบหนี
ส่วนเส้นทางการหลบหนีของเรือทั้ง 3 ลำนั้น พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เชื่อว่าน่าจะแล่นไปทางกัมพูชา เพราะในทางการสืบสวน เชื่อว่าเจ้าของเรือตัวจริงคือ “เสี่ยโจ้” เจ้าพ่อค้าน้ำมันเถื่อนภาคใต้ที่น่าจะหลบหนีคดีซ่อนตัวอยู่ที่ฝั่งกัมพูชา
ทั้งนี้หากดูจากระยะทางจากจุดจอดเรือ ใกล้สุดก็คือไปกัมพูชา 120 ไมล์ทะเล หรือราว 240 กม. ขณะที่เรือทั้ง 3 ลำ ทำความเร็วได้สูงสุด 10 น็อต หรือ 15 กม./ชม. คาดว่าน่าจะใช้เวลา 15 ชั่วโมงก็จะถึงน่านน้ำกัมพูชา แต่ตอนนี้ตำรวจยังไม่ยืนยันว่าเรือทั้ง 3 ลำออกจากน่านน้ำไทยไปหรือยัง