หลังจากที่ "บิ๊กโจ๊ก" พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ไล่บี้เอาคืนปมคำสั่งถูกให้ออกจากราชการ เดินหน้าฟ้อง "บิ๊กเต่า" พล.ต.ต.จรูญเกียติ ปานแก้ว "บิ๊กต่าย" พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ "บิ๊กต่อ" พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมยืนยันว่าไม่ได้กลืนน้ำลาย หลังเคยให้สัมภาษณ์สื่อว่า หากได้กลับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะถอนฟ้องคดีทั้งหมด
นอกจากนี้ "บิ๊กโจ๊ก" ยังให้สัมภาษณ์ในวันที่ 24 มิ.ย. 67 หยิบยกประเด็นต่อสู้เรื่อง "บิ๊กต่าย" เซ็นคำสั่งให้ออกจากราชการโดยมิชอบมาพูดถึงด้วย โดยอ้างอิงถึงความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา และการแถลงข่าวของ นายวิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. ที่ผ่านมา มากล่าวอ้าง
ทำให้ชื่อของ "บิ๊กโจ๊ก" กลับมาเป็นที่สนใจของสังคมอีกครั้ง พร้อมตั้งคำถามว่าวงการสีกากีจะมีทางออกกลับสู่ความสงบสุข หรือจะก่อเกิดเป็นสงครามรอบใหม่
โดย พล.ต.ต.วิชาญญ์วัชร์ บริรักษ์กุล อดีตผู้บังคับการตำรวจนครบาล และ นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม อัยการอาวุโส สำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด พูดคุยกับ PPTV ในรายการเข้มข่าวเย็น ช่วงคุยข้ามช็อต Exclusive Talk ไว้อย่างน่าสนใจ
คำสั่งให้ออกจากราชการ อย่าอิงกฎหมายมาตราเดียว
พล.ต.ต.วิชาญญ์วัชร์ กล่าวว่า ในความเห็นส่วนตัวตามข้อกฎหมาย มองว่า กรณีการให้ "บิ๊กโจ๊ก" ออกจากตำแหน่ง เราอย่าอ่านกฎหมายมาตราเดียว แล้วมาชี้ถูกชี้ผิด ก่อนพูดถึงกฎหมายมาตรา 120 ที่เป็นกระบวนการในการดำเนินการทางวินัย ต้องมาย้อนดูกฎหมายมาตรา 117 ที่ระบุว่า กรณีที่ถูกกล่าวหาหรือมีเหตุสงสัยว่าตำรวจกระทำผิดทางวินัย ผู้บังคับบัญชาของตำรวจคนนั้น จะต้องพิจารณาว่าผิดหรือไม่ผิด อาจตั้งคณะกรรมการสืบสวนเพื่อพิจารณาก็ได้
ถ้าผิดวินัยไม่ร้ายแรง ให้ดำเนินการตามมาตรา 118 แต่หากผิดร้ายแรง ให้ดำเนินการตามมาตรา 119 ส่วนพอมาถึงมาตรา 120 ววรคหนึ่งก็จะมาพูดถึงกฎเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลาในการสืบสวนสอบสวน ให้เป็นไปตามที่กำหนด
ต่อมาในส่วนของ มาตรา 120 วรรคสอง จะพูดถึงระยะเวลาการสั่งสอบสวน โดยต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน ถ้าไม่ทัน ไม่เสร็จ สามารถขยายเวลาได้ไม่เกิน 2 ครั้ง ครั้งละ 30 วัน และหากครบแล้ว และยังไม่สามารถสรุปผลได้ ให้ผู้บังคับบัญชาออกคำสั่งลงโทษตำรวจนายนั้นได้เลย
ถัดมาในส่วนสำคัญคือ มาตรา 120 วรรคสาม ที่ระบุว่า ในกรณีที่ความผิดปรากฏชัดแจ้งตามที่กำหนดในกฎ ก.ตร. จะดำเนินการทางวินัยโดยไม่ต้องสอบสวนก็ได้ กรณีดังกล่าวเช่น ขาดราชการติดต่อกันเกิด 15 วัน เป็นความผิดชัดเจน เรียกว่าความผิดชัดแจ้ง หรือกรณีที่ต้องคำพิพากษาให้จำคุก ก็ถือเป็นความผิดชัดเจน
พล.ต.ต.วิชาญญ์วัชร์ กล่าวต่อว่า กรณีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ นำวรรคหนึ่งในมาตรา 120 มาสู้ พล.ต.ต.วิชาญญ์วัชร์ กล่าวว่า วรรคหนึ่งในมาตรา 120 ที่ระบุว่า ในระหว่างการสอบสวนจะนำเหตุแห่งการถูกสอบสวนมาเป็นข้ออ้างให้กระทบสิทธิของผู้สอบสวนไม่ได้ เว้นว่าถูกสั่งพักราชการ หรือให้ออกจากราชการไว้ก่อน เพราะฉะนั้น พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ สามารถทำได้ แต่ต้องทำโดยการพิจารณาของคณะกรรมการ
ซึ่งขณะที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ อ้างว่า ยังไม่ผ่านกระบวนการพิจารณานั้น พล.ต.ต.วิชาญญ์วัชร์ กล่าวว่า เป็นเรื่องของมาตรา 131 ไม่ใช่มาตรา 120 แยกจากกันโดยเด็ดขาด โดยมาตรา 131 ผู้บังคับบัญชาไม่ได้ออกคำสั่งทันที แต่จะเริ่มเมื่อต้องหาคดีอาญา ผู้ถูกกล่าวหาว่าทำผิดวินัยร้ายแรง จะต้องรายงานเหตุไปยังผู้มีอำนาจสั่ง ในขณะที่ผู้มีอำนาจก็ต้องฟังรายละเอียดจากคณะกรรมการสอบสวนด้วย สรุปว่า สามารถสั่งให้ออกในวันนั้นได้ แต่ผู้มีอำนาจก็มีข้อมูลที่ได้รับจากทั้งสองทางแล้ว แล้วถึงออกคำสั่ง
หรือหาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ไม่เห็นด้วยกับคำตัดสิน ก็มึสิทธิที่จะร้องหรือจะฟ้องผู้มีอำนาจก็ได้
ปรเมศวร์ชี้ "บิ๊กโจ๊ก" ถูกพยายามทำให้มีหมายจับ อ้างมีความผิดร้ายแรง
นายปรเมศวร์ กล่าวถึงกรณีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ฟ้องร้อง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ หลังจากที่มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนและให้ออกจากราชการโดยไม่มีคำแนะนำตามมาตรา 120 ววรคสี่ ระบุว่า ต้องไล่ลำดับความเข้าใจก่อนว่า เขาพยายามทำให้เป็นมาตรา 131 โดยระบุว่าคดีนี้ไม่อยู่ใน ป.ป.ช. เพื่อให้ออกหมายจับ จะได้เห็นว่าเป็นความผิดร้ายแรง ซึ่งจุดนี้ทำให้หลายคนเสียโอกาสในการรับราชการต่อ
ทีนี้ นายวิษณุ และคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่า ต้องตั้งกรรมการสืบสวนสอบสวนก่อน คำถามคือ กฤษฎีกาชี้ ต้องปฏิบัติตามหรือไม่
ยกตัวอย่าง พรบ.สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา 36 ที่ระบุว่า กรณีกฎหมายใดของส่วนราชการที่มีปัญหา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาสามารถเสนอแนะให้ส่วนราชการนั้นปรับปรุงแก้ไข ส่วนในวรรคที่สองระบุว่า หากส่วนราชการไม่เห็นด้วย ให้เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.)
ทีนี้ ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาโดยตรงจะไม่มี เราจะใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 4 มาเทียบเคียง ในเมื่อคณะกรรมการกฤษฎีกาชุดที่สองมองว่าการให้ออกจากราชการไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ก็เป็นหน้าที่ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องปฏิบัติตาม แต่หาก กต.ตร. ไม่เห็นด้วย ก็ต้องเสนอไปที่ ครม. ไม่ใช่นายกรัฐมนตรี
หากถามว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กลับมาหรือยัง คำตอบที่ถูกคือ กลับมาตั้งแต่วันที่ 18 แล้ว ส่วนการให้ออกจากราชการเป็นการพักงาน พักเงินเดือน โทษทางวินัยตามมาตรา 105 วงเล็บ 6 ของตำรวจ ระบุว่า การให้ออกจากราชการไว้ก่อน ไม่ใช่การลงโทษ เป็นการพักงานระหว่างสอบสวน
ทีนี้มีกรณีที่ตำรวจใช้ปืนยิง ตำรวจตบผู้เสียหาย อันนั้นชัดเจน แต่ของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ไม่ชัดเจน จึงพยายามทำให้มีหมายจับ และจับเพื่ออ้างว่านี่คือความผิดร้ายแรง รอดูการประชุมวันที่ 26 มิถุนายนนี้ต่อไป
ใคร? ใช้กฎหมายข้อไหน? สั่ง "บิ๊กโจ๊ก" ออกจากราชการ
พล.ต.ต.วิชาญญ์วัชร์ กล่าวว่า การดำเนินการทางวินัย ไม่ได้ผูกติดกับการดำเนินคดีอาญา แม้ ป.ป.ช. จะถูกกล่าวหาไปแล้ว แต่กฎหมายฉบับนี้ มีบัญญัติในมาตรา 121 ไม่จำเป็นต้องรอ ป.ป.ช. ฝ่ายผู้ออกคำสั่ง สามารถดำเนินการทางวินัยควบคู่และมีความเห็นไปได้เลย ไม่ต้องรอ
หากความเห็นสุดท้ายให้ลงโทษหรือยกโทษไปแล้วก็ตาม แต่ต่อมาถ้า ป.ป.ช. ชี้มูลว่าผิดวินัยและทางอาญา ความผิดเรื่องวินัยก็ส่งให้ทางตำรวจลงโทษโดยไม่ต้องสอบสวน ส่วนทางอาญาก็ส่งไปที่อัยการคดีทุจริตฟ้องศาลทุจริตไป มองว่าตัวบทกฎหมายชัดเจนอยู่แล้ว ให้ออกจากราชการได้ หากบอกว่าการให้ออกจากราชการไว้ก่อนต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยนั้น ต้องดูที่ 3 เหตุ ได้แก่
- ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดร้ายแรงจนให้พักราชการหรือให้ออกจากราชการไว้ก่อน
- หรือต้องหาว่ากระทำผิดทางอาญา
- หรือถูกฟ้องคดีอาญา
เว้นแต่เป็นความผิดกระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
ส่วนกรณีที่มีการกล่าวหาถือว่ามีการแจ้งความแล้ว และมีการยื่นเรื่องไปยัง ป.ป.ช. กรณีที่สองคือไปแจ้งความร้องทุกข์เรื่องฟอกเงินที่ สน.เตาปูน ซึ่งอยู่ระหว่างการสอบสวน นอกจากนี้ ยังร้องกับคณะกรรมการรับเรื่องร้องเรียนข้าราชการตำรวจ ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่จะวินิจฉัยผ่านการไต่สวน ซึ่งตามกฎหมายระบุว่าเมื่อความปรากฏ สามารถเดินเรื่องร้องเรียนได้เลย แต่นี่มีการร้องเรียนแล้ว ก็ให้เป็นกระบวนการทั้งทางอาญาและวินัยไป
ด้าน นายปรเมศวร์ กล่าวว่า ปัญหาอยู่ที่ว่ากรณีที่ว่านั้นเป็นกรณีร้ายแรงหรือยัง อย่างที่บอกว่าเขาพยายามทำให้เป็นวินัยร้ายแรงโดยที่ไม่มีการออกหมายจับ หากมีหมายจับเท่ากับเป็นกรณีผิดวินัยร้ายแรง เช่นถ้าเราเจอตำรวจยิงชาวบ้าน มันชัดแจ้งอยู่ในตัวของมันเอง แต่กรณีเส้นเงินของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ที่สอบสวนกันมาไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จ แต่จะให้ยืนยันได้ ต้องเอาศาลมารับรอง
นายปรเมศวร์ ย้ำว่า ตนพูดเสมอว่าคดีนี้เป็นของ ป.ป.ช. เมื่อ ป.ป.ช. สอบสวนแล้ว จะสอบสวนหมดทุกคนจนกระทั่งชัดแจ้ง และแจ้งข้อกล่าวหา กรณีนี้ถึงจะถือเป็นความผิดวินัยร้ายแรง ซึ่งต้องมาดูว่าคำว่าร้ายแรง เพราะอะไรที่ร้ายแรง เราจะเห็นว่ามีคนกล่าวหา พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ คำถามคือทำไมคดีถึงไม่เดิน เหตุที่ไม่เดินหรือส่งเป็น ป.ป.ช. เพราะหากส่งไปทางตำรวจ หากไม่มาก็จะออกหมายจับ
การออกหมายจับจะถือเป็นการกระทำผิดวินัยร้ายแรง ทำไมต้องรีบให้ออกหมายจับ ทำไมไม่ส่งไป ป.ป.ช. คดีแรกส่งไป ป.ป.ช. คดีที่สองยังไม่ส่ง แต่พยายามออกหมายจับ ซึ่งการออกหมายจับคือให้ศาลรับรองว่ามีมูลคดีชัดแจ้ง ส่วนจงใจหรือไม่ตนไม่รู้ แต่ตนมองว่าทำอย่างนั้นไปเพื่อให้เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 131 หากเป็นไปตามระบบขั้นตอน แต่ต้องมาดูกระบวนการกันต่อไป
ทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีอำนาจชี้ออกไป ถ้าการประชุม ก.ตร. ไม่เห็นด้วยกับกฤษฎีกา ก็จะต้องเสนอไปยังคณะรัฐมนตรีตามมาตรา 36 ซึ่งเดิมคณะกรรมการกฤษฎีการับเรื่องราวร้องทุกข์ที่ข้าราชการปฏิบัติไม่ถูกต้อง ต่อมามีการแยกศาลปกครองออกไปแยกจากสำนักงานกฤษฎีกา เพราะฉะนั้นตามหลักการ หากคณะกรรมการกฤษฎีกาชี้อย่างไร ส่วนราชการก็ต้องปฏิบัติการตามนั้น
อนุฯ ก.ตร. ไม่มีหน้าที่ชี้ผิดถูก แค่เสนอความเห็นกฎหมาย
พล.ต.ต.วิชาญญ์วัชร์ กล่าวว่า ในประเด็นอนุฯ ก.ตร.วินัย จริง ๆ แล้วไม่ใช่หน้าที่ของ อนุฯ ก.ตร. วินัย ที่จะชี้ถูกชี้ผิด ประธาน ก.ตร. มอบหน้าที่ให้คณะ ก.ตร. เสนอความเห็น ซึ่งเป็นความเห็นในแง่ของกฎหมาย ไม่ได้เป็นตัวชี้ว่า ก.ตร. ต้องปฏิบัติตามนั้น เพียงแต่เอาเข้าไปในที่ประชุม
ยืนยันว่า อนุฯ ก.ตร. วินัย ไม่มีอำนาจชี้ถูกชี้ผิด การดำเนินการตรงนี้ เป็นเรื่องของ ก.ตร. หลังจากที่มีผู้ร้องเรียนมาว่าการให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ออกจากราชการไว้ก่อนนั้นผิด กฤษฎีกาก็ตีความมาแล้วว่าไม่ได้ ซึ่งทั้งสองเรื่องวกกลับมาหา อนุฯ ก.ตร.
ในส่วนที่มีการดำเนินการกับตำรวจกว่า 70 คน มีการดำเนินการวินิจฉัยตามข้อกฎหมาย ที่ให้อำนาจผู้มีอำนาจตามมาตรา 105 ในการพักหรือให้ออกจากราชการไว้ก่อน ซึ่งถ้าจะหล่าวหา ผบ.ตร. ก็คือต้องไปถึงนายกรัฐมนตรี
พล.ต.ต.วิชาญญ์วัชร์ กล่าวต่อว่า ก.ตร. ไม่มีอำนาจวินิจฉัย เดิมความผิดทางวินัยร้ายแรง เป็นเรื่องที่ไปสุดที่ ก.ตร. แต่ปัจจุบันจะไปสุดอยู่ที่องค์กร ก.พ.ค.ตร. ซึ่งพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ร้องทุกข์และอุทธรณ์กับองค์กรนี้ไว้แล้ว เข้าสู่กระบวนการไปแล้ว ฉะนั้นหากมาให้อนุฯ ก.ตร. มาเสนอเข้าที่ประชุม ก.ตร. เพื่อพิจารณาในภาพรวมในองค์กรที่เดิมทำหน้าที่นี้ ต้องถามว่าจะพิจาณาได้หรือไม่ คือไม่ได้ ต้องไปอยู่ที่ ก.พ.ค.ตร. เพราะกฎหมายเขียนให้แล้ว
ถ้าหลังกระบวนการ ก.พ.ค.ตร. ระบุว่าไม่ชอบ ก็ต้องสั่ง ผบ.ตร. ให้ยกเลิกคำสั่ง จากนั้นก็จะต้องขอความเห็นของคณะกรรมการ ซึ่งตามหลักการสามารถทำคำสั่งที่มิชอบให้เป็นคำสั่งที่ชอบได้ ส่วน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ จะผิดหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับผู้กล่าวหา ต้องดูว่าได้ใช้อำนาจตามที่กฎหมายให้ไว้หรือไม่ มาตรา 131 ให้อำนาจเขาหรือเปล่า
พล.ต.ต.วิชาญญ์วัชร์ ทิ้งท้ายว่า การใช้กฎหมายต้องเป็นไปในทางของความยุติธรรม และวัตถุประสงค์หลักของการใช้กฎหมายคือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม ถ้าเป็นเช่นนี้เมื่อไร ความเป็นธรรมจะเกิดขึ้น แต่ถ้ากฎหมายทำให้ประชาชนคิดอย่างนั้นอย่างนี้ ต้องถามว่ามันถูกต้องหรือไม่ ดูว่ากฎหมายว่าอย่างไร มีอำนาจหรือไม่ ถ้ามีอำนาจแล้วสั่งโดยชอบก็จบ
กรมอุตุฯ เตือนฉบับ 4 ฝนตกหนักถึงหนักมากกระทบ 48 จังหวัดทั่วไทย