สะพรึง!จับปลาหมอคางดำ พบอมลูกปลาเต็มปาก

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ประธานสภาองค์กรผู้บริโภค ซึ่งเป็นชาวประมงในพื้นที่ จ.สมุทรสงคราม ได้เรียกร้องให้ยึดทรัพย์คนเซ็นอนุมัติปลาหมอคางดำ ขณะที่สภาทนายความฯระบุว่ามีหลักฐานฟ้องแพ่งบริษัทเอกชนและหน่วยงานรัฐ ล่าสุดมีคลิปที่ทำเอาหลายคนสะพรึง คือคลิปที่ชาวบ้านหว่านแหจับปลาหมอคางดำที่มีลูกปลาอยู่เต็มปากได้

คลิปที่ชาวบ้านในพื้นที่เขาตะเกียบ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ นำมาโพสต์ จะเห็นได้ว่า มีการทดลองจับปลาหมอคางดำในคูคลอง จนเจอปลาหมอคางดำตัวนี้ ที่อมลูกปลาตัวเล็กๆ ไว้ในปากจำนวนมาก  ชาวบ้านจึงเรียกร้องให้กรมประมงรีบเข้าไปจัดการไม่ให้มีการแพร่ระบาดไปมากกว่านี้

ด้านนายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี หรือ BioThai เปิดเผยข้อมูลว่า มีหลักฐานที่ชี้ชัดได้ว่า การระบาดของปลาหมอคางดำอยู่ที่ฟาร์มแห่งหนึ่ง

ปลาหมอคางดำ รายการเข้มข่าวค่ำ
ปลาหมอคางดำ

โดยการระบาดเริ่มต้นที่ตำบลยี่สาร จังหวัดสมุทรสงคราม และยังได้ข้อมูลมาอีกว่า ปลาไม่ได้ตายเหมือนที่เป็นข่าว ฟาร์มที่เลี้ยงเป็นบ่อดิน และเพาะพันธุ์ต่อมาอีกหลายรุ่น

โดยเอาไข่ไปฟักทุก 7 วัน และปลาหมอคางดำอยู่ในฟาร์มยี่สารมาโดยตลอด แม้ระบบน้ำในฟาร์มจะเป็นระบบปิด แต่ก็มีการสูบน้ำทิ้งออกนอกฟาร์ม ทำให้ปลาหลุดไปในคลองธรรมชาติ ย้ำว่า การจัดการกับการระบาดของปลาหมอคางดำ จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไม่ได้ ตราบใดที่ไม่หาผู้รับผิดชอบ

ทางเพจ BioThai  ยังระบุถึงจดหมายของกรมประมงที่แจ้งต่อซีพีเมื่อปี 2551 ถึงเงื่อนไขการนำเข้าปลาหมอคางดำเพื่อทดลองว่ามี 3 เงื่อนไข คือ

1.ขอให้เก็บตัวอย่างครีบมาส่งกรมประมง

2) รายงานผลการศึกษา อัตราการเจริญเติบโตเปรียบเทืยบกับสายพันธุ์ดั้งเดิม

3) หากไม่เป็นไปตามเป้าประสงค์ และ ไม่ประสงค์จะทำการศึกษาต่อ ขอให้แจ้งกรมประมงเพื่อส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบการทำลาย

ซึ่งทางเพจ ระบุว่า ข้อ 1 และ 2 มองว่าเป็นความผิดทั้งของกรมประมงและบริษัทเอกชน คือซีพีเอฟ แต่ข้อ 3 นั้นมองว่า เป็นความบกพร่องของซีพีเอฟ โดยตรง

ขณะที่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางซีพีเอฟ ได้ยื่นหนังสือให้ข้อมูลคณะกรรมาธิการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม ชี้แจงขั้นตอนการนำเข้าลูกปลาหมอคางดำ 2,000 ตัวจากประเทศกานา ตั้งแต่ปลามาถึงไทย จนถึงทำลายฝังซากและส่งซากปลาให้กรมประมง

โดยข้อความส่วนหนึ่ง ระบุว่า ในแต่ละขั้นตอนปลาได้ทยอยตายจำนวนมาก ตั้งแต่ 600 ตัว 400 ตัว 200 ตัว 150 ตัว และ 50 ตัวเนื่องจากสภาพลูกปลาที่เหลือไม่แข็งแรงและจำนวนไม่เพียงพอต่อการวิจัย จึงโทรปรึกษานักวิชาการประมง  ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบที่มีชื่อระบุอยู่ในหนังสืออนุมัตินำเข้า

โดยเจ้าหน้าที่แจ้งว่าให้เก็บตัวอย่างใส่ ขวดโหลแช่ฟอร์มาลีนและให้นำมาส่งที่กรมประมง จึงเก็บตัวอย่าง 50 ตัว ดองฟอร์มาลีนเข้มข้นจำนวน 2 ขวด ๆ ละ 25 ตัว ให้กับคุณศิริวรรณที่กรมประมง โดยในวันที่ 6 มกราคม 2554 ได้เดินทางมาที่กรมประมง และได้โทรแจ้งเจ้าหน้าที่ท่านเดิม  ซึ่งได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่อีกท่านลงมารับตัวอย่างแทน  โดยเจ้าหน้าที่ไม่ได้ขอให้ตัวแทนบริษัทกรอกแบบฟอร์มใดๆ ทำให้เข้าใจว่าการส่งมอบสมบูรณ์แล้ว 

ถัดมาอีก 7 ปี ในปี 2560 มีข้อมูลจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนว่า มีการพบปลาหมอคางดำระบาดในพื้นที่สมุทรสงคราม กรมประมงจึงได้เข้าตรวจเยี่ยมฟาร์มยี่สาร ซึ่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบไม่พบปลาหมอคางดำในบ่อเลี้ยง จึงได้ขอสุ่มในบ่อพักน้ำที่เชื่อมต่อกับแหล่งน้ำธรรมชาติแทน ซึ่งบ่อพักน้ำ R2 ของฟาร์มไม่ได้เป็นส่วนของบ่อเลี้ยง แต่เป็นส่วนที่เชื่อมกับแหล่งน้ำธรรมชาติ

ซึ่งซีพีเอฟระบุว่า การสุ่มในบ่อพักน้ำจึงไม่แปลกที่ปลาจะเป็นชนิดเดียวกันกับปลาในแหล่งน้ำธรรมชาติ การนำมาเปรียบเทียบว่าเป็นปลาชนิดเดียวกันหรือไม่ จึงเป็นการตั้งสมมติฐานที่ทราบคำตอบตั้งแต่ต้นว่าเป็นปลาชนิดเดียวกัน เพราะมาจากแหล่งน้ำธรรมชาติเดียวกัน

ย้ำว่า บริษัทไม่มีการวิจัยหรือเลี้ยงปลาหมอคางดำอีกเลย นับตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2554 มั่นใจว่าไม่ได้เป็นต้นเหตุของการแพร่ระบาด

ด้านน.ส.บุญยืน ศิริธรรม ชาวประมงพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม ในฐานะประธานสภาองค์กรของผู้บริโภค บอกว่า ส่วนตัวเห็นว่า ต้องยึดทรัพย์คนเซ็นต์อนุมัติกรณีปลาหมอคางดำ โดยกรมประมง มีหน้าที่ดูแลทรัพยากรสัตว์น้ำ แต่กลายเป็นว่า  เป็นผู้อนุญาตให้นำเข้าสิ่งแปลกปลอมเข้ามาทำลายสัตว์น้ำในประเทศ สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน จึงต้องรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้น

น.ส.บุญยืน บอกด้วยว่า ก่อนหน้านี้ ที่มีข่าวออกมาว่าหน่วยงานภาครัฐเร่งออกมาตรการ ทั้งช่วยรับซื้อ และกำจัดปลาหมอคางดำนั้น โดยเฉพาะที่จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของปลาหมอคางดำ ยืนยันว่า ยังไม่เห็นการดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น จึงอยากให้ภาครัฐเอาจริงเอาจังกวาดล้างและทำลายปลาหมอคางดำ รวมถึงอยากให้นักวิชาการออกมาให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการทำอย่างไรไม่ให้ปลาหมอคางดำแพร่ระบาดต่อในประเทศไทย

ด้านสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยนายวิเชียร ชุบไธสง นายกสภาทนายความ เปิดเผยว่า วันที่ 31 กรกฎาคมนี้  จะนำผู้เสียหายจากผลกระทบกรณีปลาหมอคางดำระบาด ดำเนินการฟ้องทางแพ่งกับ บริษัทเอกชน และฟ้องหน่วยงานรัฐ เรื่อง ความผิดเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เพื่อรับผิดชอบการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ส่วนรายละเอียด ค่าเสียหาย ขอให้รอติดตามในวันนั้น ยืนยันว่า มีหลักฐานเพียงพอที่จะเอาผิด

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ