Top-PPTV-Poll Top-PPTV-Poll

ย้อนวิกฤตน้ำท่วมปี 54 รุนแรงแค่ไหน? ทำไมยังหลอกหลอนคนไทยจนถึงปัจจุบัน

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ย้อนวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 รุนแรงสุดเป็นประวัติการณ์ เมืองจมบาดาล-เศรษฐกิจพังยับ หายนะครั้งใหญ่ที่หลอกหลอนคนไทยจนถึงปัจจุบัน

จากกรณีสถานการณ์น้ำท่วมหนักในพื้นที่หลายจังหวัด บริเวณภาคเหนือของประเทศไทย ซึ่งส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบจำนวนมาก นอกจากนั้นยังทำให้ผู้คนในพื้นที่รับน้ำจากภาคเหนือเกิดความกังวัลว่าเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ อาจจะกลายเป็นเหตุการณ์ซ้ำรอยน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 หรือไม่

ทีมข่าวพีพีทีวี จึงได้สรุปเหตุการณ์มหาอุทกภัยปี 2554 อีกครั้ง ว่ารุนแรงแค่ไหน? และทำไมยังหลอกหลอนคนไทยจนถึงปัจจุบัน

น้ำท่วมปี 54 GISTDA
ย้อนวิกฤตน้ำท่วมปี 54

โดยในปี 2554 ประเทศไทยเผชิญกับอุทกภัยครั้งรุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ภาคเหนือ และภาคกลาง ที่ต้องเผชิญกับน้ำท่วมหนักเป็นระยะเวลานานหลายเดือน กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ประสบกับสถานการณ์น้ำท่วมหนักที่สุดในรอบ 70 ปีนับตั้งแต่เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในปี 2485

โดยมีจังหวัดที่ได้รับผลกระทบทั้งสิ้น 74 จังหวัด รวม 844 อำเภอ 5,919 ตำบล มีประชาชนได้รับความ เดือดร้อน 16,224,302 คน 5,247,125 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิต 1,026 คน บาดเจ็บ 33 คน พื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหาย 11,798,241 ไร่ รวมมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้นประมาณ 23,839 ล้านบาท

และจากการวิเคราะห์พื้นที่น้ำท่วมโดยใช้ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียม พบว่าในปี 2554 ประเทศ ไทยมีพื้นที่น้ำท่วมประมาณ 31.45 ล้านไร่ กระจายตัวอยู่ในทุกภูมิภาคของประเทศ ครอบคลุม 72 จังหวัด 763 อำเภอ 5,296 ตำบล

แนท เกศริน คว้า 2 เหรียญทองการแข่งขันเพาะกาย ที่ฟิลิปปินส์

น้ำท่วมปี 54 GISTDA
ภาพถ่ายทางอากาศปริมาณน้ำในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ปริมาณน้ำมากที่สุดเป็นประวัติการณ์

โดยสาเหตุสำคัญของการเกิดน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 นั้นมาจากพายุจำนวน 5 ลูกที่เคลื่อนตัวจากทะเลจีนใต้เข้าสู่ประเทศไทย ได้แก่ พายุโซนร้อนนกเต็น (NOCK-TEN), พายุโซนร้อนไหหม่า (HAIMA),  พายุโซนร้อนไห่ถาง (HAITANG),พายุไต้ฝุ่นเนสาด (NESAT) และพายุไต้ฝุ่นนาลแก (NALGAE)

และนอกจากพายุแล้วยังมีร่องมรสุม ที่พาดผ่านประเทศไทยเป็นระยะๆ ตั้งแต่ช่วงเดือน พ.ค. ถึงเดือน พ.ย. ซึ่งช่วงเดือน ส.ค. และ ก.ย. เกิดร่องมรสุมพาดผ่านเกือบตลอดทั้งเดือน จนส่งผลให้มีฝนตกหนักและเกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ รวมทั้งเกิดปรากฏการณ์ลานีญา ที่เริ่มก่อตัวตั้งแต่ช่วงกลางปี 2553 และดำเนินต่อเนื่องจนถึงกลางปี 2554 ส่งผลให้เดือน มี.ค.2554 มีฝนตกมากกว่าปกติ ซึ่งถือว่าเป็นสถานการณ์ฝนตกมากที่เกิดขึ้นเร็วกว่าปกติ

จากผลกระทบจากการที่มีปริมาณฝนสะสมสูงกว่าปกติ ทำให้เขื่อนมีน้ำมากเป็นประวัติการณ์ แต่ไม่สามารถระบายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และเมื่อบวกกับสภาวะน้ำทะเลหนุน จึงส่งผลให้ 21 จาก 33 เขื่อนเกิดสถานการณ์น้ำล้นเขื่อน ขณะที่แทบทุกลำน้ำของประเทศมีปริมาณน้ำค่อนข้างมาก โดยเฉพาะบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่มีปริมาณน้ำมากที่สุดเป็นประวัติการณ์

โดยสรุปทั้งปีมีการระบายน้ำออกจากทุกเขื่อนรวมกันสูงถึง 56,241 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งมากเป็นประวัติการณ์เช่นเดียวกันกับปริมาณน้ำไหลเข้าทั้งปี ถึงแม้จะมีการระบายน้ำออกไปในปริมาณมาก แต่ ณ สิ้นปี ปริมาณน้ำกักเก็บรวมทุกเขื่อนยังคงเหลือมากถึง 61,097 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 87% ของความจุเขื่อน ซึ่งอยู่ในเกณฑ์น้ำมาก

นอกจากนั้นยังมีปรากฎการณ์น้ำทะเลหนุนสูง เป็นอุปสรรคสำคัญต่อประสิทธิภาพการระบายน้ำ ส่งผลให้การระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยเป็นไปได้ยากมากยิ่งขึ้น ทำให้หลายพื้นที่ยังคงประสบปัญหาน้ำท่วมขังยาวนาน โดยเฉพาะบริเวณภาคกลางตอนล่างที่ต้องเผชิญกับน้ำท่วมยาวนานหลายเดือน

น้ำท่วมปี 54 GISTDA
ความเสียหายวิกฤตน้ำท่วมปี 54

ปัจจัยทางด้านการบริหารจัดการน้ำ

และที่ปฏิเสธไม่ได้คือปัญหาการบริหารจัดการน้ำของภาครัฐ

1. พื้นที่หน่วงน้ำในภาคเหนือตอนล่างขาดการดูแลและถูกรุกล้ำ ทำให้ความจุหน่วงน้ำลดลง เช่น บึงบอระเพ็ด บึงสีไฟ

2. การผันน้ำออกทางฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นไปอย่างไม่เต็มศักยภาพสูงสุด

3. ปริมาณน้ำระบายจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ที่ไหลมายังเขื่อนพระรามหก ไม่ได้ผันเข้าสู่คลองระพีพัฒน์แยกใต้อย่างเต็มศักยภาพ ทำให้น้ำส่วนใหญ่ไหลเข้าสู่อำเภอพระนครศรีอยุธยา

4. คลองระพีพัฒน์ไม่สามารถผันน้ำเข้าทุ่งตะวันออกได้ และในทางกลับกัน เรือกสวนไร่นาในทุ่งตะวันออกกลับสูบน้ำเข้าสู่คลองระพีพัฒน์

5. ปัญหาการบริหารการระบายผ่านแนวรอยต่อที่มีหลายหน่วยงานรับผิดชอบ

6. ประชาชนและองค์กรส่วนย่อย สร้างพนังและคันของตัวเอง ทำให้การระบายในภาพรวมไม่สามารถดำเนินการได้

 

ภาพรวมความเสียหายแสนล้านบาท!

ความเสียหายที่เกิดจากมหาอุทกภัยปี 2554 ถือว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หลังการก่อตั้งนิคมอุตสาหกรรม คือ มวลน้ำมหาศาลไหลเข้าท่วมนิคมอุตสาหกรรม 7 แห่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ ปทุมธานี ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย ประเมินความเสียหายไว้ที่ 2.4 แสนล้านบาท

โดยนิคมอุตสาหกรรมนวนคร ใน จ.ปทุมธานี ได้รับความเสียหายมากที่สุด ถึง 86.5 พันล้านบาท รองลงมาเป็นนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ จ.พระนครศรีอยุธยา ที่มีมูลค่าความเสียหายสูงถึง 74.6 ล้านบาท ส่งผลให้กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากพื้นที่การผลิตของหลายโรงงานถูกน้ำท่วม จนต้องหยุดการผลิตชั่วคราว

นอกจากนิคมอุตสาหกรรมแล้ว มวลน้ำปริมาณมหาศาลได้ไหลเข้าท่วมสนามบินดอนเมืองอย่างรวดเร็ว ทำให้แทบทุกตารางนิ้วจมอยู่ใต้น้ำ เครื่องบินที่ขนย้ายไม่ทัน จอดแช่น้ำ รันเวย์ ระบบไฟสนามบินเสียหายเกือบทั้งหมด เพราะระดับน้ำบางจุดสูงถึง 4 เมตร สนามบินต้องปิดให้บริการทั้งหมด กว่าน้ำจะลดและฟื้นฟูสนามบินให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติใช้เวลานานหลายเดือน โดยครม.อนุมัติให้ใช้งบประมาณซ่อมแซมเป็นมูลค่ากว่า 1 พันล้านบาท ขณะเดียวกัน มวลน้ำยังไหลเข้าท่วมพื้นที่กรุงเทพฯชั้นในอีกหลายจุด

Bottom-election Bottom-election

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ