จากกรณีสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ในพื้นที่หลายจังหวัดบริเวณภาคเหนือและภาคกลางตอนบนของประเทศไทย ซึ่งส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบจำนวนมาก โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณลุ่มน้ำยม ที่ไหลผ่านพื้นที่ จ.แพร่ และ จ.สุโขทัย
ล่าสุดเพจ “มิตรเอิร์ธ – mitrearth” ได้สรุป 8 ภูมิปัญญาในการบริหารจัดการน้ำของคนในสมัยโบราณไว้อย่างน่าสนใจ
โดย 8 ภูมิปัญญาที่คนโบราณใช้บริหารจัดการน้ำ รับมือหน้าน้ำหลาก ประกอบด้วย
1.คูน้ำรอบเมือง
การขุด คูน้ำล้อมเป็นวงปิด (moat) รอบชุมชนหรือเมืองโบราณ มีให้เห็นมานานทั้งไทยทั้งเทศ โดยเฉพาะในภาคอีสาน มีการสำรวจพบคูน้ำรอบเมืองมากกว่า 300 แห่ง บางที่ขุดล้อมเป็นวงกลม บ้างก็สี่เหลี่ยม บ้างก็ล้อรูปร่างภูมิประเทศ บางเมืองก็ขุดรอบ 1 วง จบๆ แต่บางเมืองก็ซ้อนกัน 2 วง 3 วงก็มี
ซึ่งเชื่อว่าขุดไปเพื่อเก็บน้ำไว้กินไว้ใช้ให้เพียงพอตลอดปี หรือบางคนแชร์ไอเดียว่าใช้ป้องกันสัตว์ป่าและการรุกรานของข้าศึกไปด้วยในตัว
ส่วนที่มาของน้ำ เมืองส่วนใหญ่ก็รอน้ำจากฟ้าในฤดูฝน แต่ก็มีบางเมือง ที่เลือกตั้งถิ่นฐานและขุดคูน้ำวงปิด ให้อิงแอบแนบกับลำน้ำ เพื่อผันน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ เข้ามาเติมคูเมืองเช่นกัน แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในธรรมชาติ และความตั้งใจในการจัดการน้ำ ของคนโบราณอยู่ไม่น้อย
2.คันดินศรีเทพ
นอกจากเมืองศรีเทพจะมีคูน้ำล้อมรอบซ้อนกัน 2 วงแล้ว เมืองโบราณศรีเทพ จ. เพชรบูรณ์ ยังมีความโดดเด่นที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ เพราะจากการสำรวจและวิจัยในภาคสนาม ดร.อนุรักษ์ ดีพิมาย อาจารย์ประจำภาควิชาโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้นำเสนอแนวคันดินจำนวนมาก ทางตอนเหนือ-ตะวันออกเฉียงเหนือของคูเมืองศรีเทพ
ซึ่งหากพิจารณาการวางตัวของคันดินและสภาพภูมิประเทศในละแวกศรีเทพ แปลความในทางภูมิศาสตร์ได้อย่างชัดเจนว่าชุดคันดินเหล่านี้ สร้างไว้เพื่อคอยตั้งรับรวมมวลน้ำที่โดยธรรมชาติจะไหลแบบแผ่ซ่าน มาจากเทือกเขาและพื้นที่ลาดชันทางตะวันออกเฉียงเหนือ และเบี่ยงน้ำทั้งหมดที่รวมได้ให้ไหลมาเข้าระบบคูน้ำรอบเมือง
แนท เกศริน คว้า 2 เหรียญทองการแข่งขันเพาะกาย ที่ฟิลิปปินส์
3.ผังเมืองอู่ทอง-อ่างเก็บน้ำโบราณ
เมืองโบราณอู่ทอง อ. อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี มีภูมิปัญญาการบริหารจัดการน้ำของคนโบราณ ตั้งแต่เรื่องทั่วไปอย่างคูน้ำล้อมรอบเมือง ที่สร้างชิดกับสายน้ำธรรมชาติอย่าง แม่น้ำจรเข้สามพัน เพื่อผันน้ำเข้า-ออก ให้ได้ดั่งใจต้องการ
นอกจากนี้ ภาพระดับความสูงภูมิประเทศ ที่สำรวจโดย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงที่เรียกว่าเทคนิค ไลดาร์ (Lidar : Light Detection and Ranging) ยังเผยให้เห็นว่าอู่ทอง ยังมีเจตนาในการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิผลสูงสุดอีกหลายอย่าง เช่น คอกช้างดิน คือ หนึ่งในโบราณสถานทางโบราณคดี ที่ครั้งหนึ่ง คนในพื้นที่เคยเชื่อกันว่า เป็นคอกสำหรับเลี้ยงช้างสมัยโบราณ
แต่ภาพจากไลดาร์ก็เผยให้เห็นอย่างชัดเจนว่า โบราณสถานคอกช้างดิน คือ อ่างเก็บน้ำโบราณขนาดใหญ่ ที่ทำหน้าที่คอยรองรับมวลน้ำ ที่จะไหลลงมาจากเขาสูงทางทิศตะวันตก
4.คลองชลประทานคันดินรวมรีดน้ำ
นอกจากการจัดการน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค แล้วชุมชนโบราณในบางพื้นที่ยังพบหลักฐานของ การจัดการน้ำเพื่อการเกษตรกรรม อย่างเป็นล่ำเป็นสัน ตัวอย่างเช่น พื้นที่แถบพนมรุ้ง-เมืองต่ำ อ.เฉลิมพระเกียรติ จ. บุรีรัมย์ โดยจากการแปลความทางธรณีวิทยา ที่สรุปว่าลุ่มน้ำคลองปูน ซึ่งก็คือพื้นที่ราบระหว่างเขาพนมรุ้งและเขาปลายบัด นั้นเปรียบเสมือนอู่ข้าว-อู่น้ำ ของชุมชนโบราณในแถบพนมรุ้ง จึงไม่น่าแปลกใจนัก ที่จะพบหลักฐานของคนโบราณ ที่สื่อถึงเจตนาการจัดการน้ำเพื่อทำนาทำไร่อย่างเป็นระบบ
นอกจากนี้บริเวณที่ราบลุ่มตอนกลางของลุ่มน้ำคลองปูนต่อกับคลองละเวี้ย ยังมีการสร้างคันดินในสมัยโบราณขนาบซ้าย-ขวา ของที่ราบเพื่อกั้นโซนพื้นที่เกษตรกรรมอย่างชัดเจน
โดยบริเวณปลายน้ำของลุ่มน้ำคลองปูน หรือทางตะวันออกเฉียงเหนือของพื้นที่ พบคันดินโบราณขนาดใหญ่ 3-4 แนว ที่สร้างขวางกั้นที่ราบเกษตรกรรมในพื้นที่ ซึ่งการแปลความในทางโบราณคดี คาดว่าน่าจะใช้ในการชะลอน้ำที่หลากมาในฤดูน้ำหลาก ในแต่ละโซนนิ่งของการเกษตร อีกทั้งยังช่วยรวมน้ำในแต่ละโซน ให้ไหลสู่สเต็ปต่อไป รีดน้ำเป็นเส้นให้อยู่ภายในคลองด้านท้ายน้ำ หรือท้ายคันดิน
5.อ่างเก็บน้ำ กลางปล่องภูเขาไฟ
ในทางธรณีวิทยา เขาพนมรุ้ง อ. เฉลิมพระเกียรติ จ. บุรีรัมย์ มีศักดิ์ภูเขาไฟที่เกิดจากการประทุของลาวาเมื่อประมาณ 1 ล้านปีก่อน ซึ่งถือว่าเป็นภูเขาไฟที่ยังใหม่มาก (ในทางธรณีวิทยา หรือ ธรณีกาล) ทำให้ ภูมิลักษ์ (landform) หรือรูปทรงของเขาพนมรุ้งยังคงความเป็นภูเขาไฟที่มี ปากปล่องภูเขาไฟ (crater) ให้เห็นอย่างชัดเจน
ซึ่งในมิติห้วงเวลาทางโบราณคดีในระหว่างที่เขาพนมรุ้งได้ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาเป็นชุมชนมีผู้คนอยู่อาศัยอยู่บนเขา ปล่องภูเขาไฟจึงถูกดัดแปลงมาเป็นอ่างเก็บน้ำสำหรับกินใช้ และด้วยความเป็นภูเขาลูกโดดกลางที่ราบ เมื่อผ่านกระบวนการผุพังและกัดก่อนทางธรณีวิทยา ทำให้เกิดระบบร่องน้ำ ที่ไหลจากจุดศูนย์กลางบนยอดเขา กระจายแผ่ออกเป็นรัศมี จากความเข้าใจภูมิประเทศของคนโบราณในแถบนี้ พื้นที่เชิงเขาตามร่องน้ำ จึงถูกสร้างคันดินเพื่อกั้นและกักเก็บน้ำเอาไว้โดยรอบริมเชิงเขาพนมรุ้ง นี่คืออีกหนึ่งภูมิปัญญาหรือลีลาการกักเก็บน้ำเอาไว้จนได้ แม้กระทั่งอยู่บนภูเขา
6.ตระพัง–บาราย ภาชนะกักน้ำเขมรโบราณ
ตระพัง หมายถึง สระน้ำขนาดเล็กรูป 4 เหลี่ยมผืนผ้าเป๊ะๆ กว้างประมาณ 200-300 เมตร ยาวประมาณ 400-600 เมตร ซึ่งด้วยความที่ขนาดตระพังอยู่ในวิสัยที่พอขุดได้ การสร้างตระพังจึงเริ่มจากการขุดพื้นที่ให้ลึกลงไปจากระดับเดิม และนำดินที่ขุดได้มาโป๊ะเป็นคันดินโดยรอบสระ ในประเทศไทย โดยเฉพาะแถบภาคอีสาน พบตระพังกระจายอยู่ทั่วไป และมักจะพบอยู่คู่กับปราสาทในวัฒนธรรมเขมรโบราณ
นอกจากนี้ในพื้นที่ราบลุ่มภาคกลาง ก็พบตระพังได้เช่นกัน เช่น ตระพังเงิน ตระพังทอง ตระพังสอ และตระพังตะกวน ของเมืองสุโขทัย เป็นต้น
ส่วน บาราย คือ แหล่งน้ำขนาดใหญ่ของชุมชนในวัฒนธรรมเขมรโบราณ กว้าง x ยาว หลักสิบกิโลเมตร ซึ่งถือว่าใหญ่มากเมื่อเทียบกับตระพัง และด้วยความใหญ่ ทำให้การสร้างไม่ได้มีการขุดพื้นที่ให้ลึกลงไป ใช้เพียงการขูดดินบางส่วน มาปั้นเป็นคันดิน ล้อมรอบพื้นที่ราบดั้งเดิม เพื่อกักเก็บน้ำ ดังนั้น ตระพัง และ บาราย แตกต่างกันทั้งในแง่ขนาด และระดับท้องน้ำภายในแหล่งน้ำ
7.ถนนพระร่วง – ท่อปู่พระยาร่วง สุโขทัย
ในอดีต (พุทธศตวรรษที่ 18-22) พื้นที่ราบลุ่มภาคกลางตอนบนของไทย เคยเป็นศูนย์รวมของเมืองโบราณที่สำคัญอย่างน้อย 5 เมือง ไล่จากเหนือลงใต้ ได้แก่ 1. ศรีสัชนาลัย 2.บางขลัง 3.สุโขทัย 4.บางพาน และ 5.กำแพงเพชร โดยการจัดการน้ำในย่านนี้ที่โด่งดัง คือ การมีอยู่ของ ถนนพระร่วง หรือแนวคันดินที่ยาวกว่า 120 กิโลเมตร เชื่อมต่อเมืองหลัก 3 เมือง ศรีสัชนาลัย-สุโขทัย–กำแพงเพชร
โดยแนว ถนนพระร่วง ในปัจจุบันคือแนวเดียวกันกับ ถนนทางหลวงหมายเลข 1113 สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย และถนนทางหลวงหมายเลข 1272 สุโขทัย-กำแพงเพชร
อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังเป็นที่ถกกันอยู่ว่า ถนนพระร่วง สร้างขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์อะไรเป็นหลักกันแน่ ถนน? คลองชลประทาน? หรือ คันกั้นน้ำ? ซึ่งจากการวิเคราะห์ในมิติภูมิศาสตร์ (geography) และธรณีวิทยา (geology) มีความเป็นไปได้ว่า ถนนพระร่วง หรือ คันดินเชื่อมศรีสัชนาลัย-สุโขทัย–กำแพงเพชร ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ 1.ดักตะกอนดิน 2.ชะลอแรงน้ำทะลัก 3.รวบรวมมวลน้ำที่แผ่ซ่าน และ 4.รีดน้ำให้ไหลออกเป็นเส้น ตามแนว ท่อปู่พระยาร่วง สู่พื้นที่เกษตรกรรม
8.สรีดภงส์ หรือ เขื่อนดินโบราณ
นอกจาก ถนนพระร่วง คนสุโขทัยโบราณยังมีการสร้าง สรีดภงส์ หรือ ทำนบพระร่วง ซึ่งก็คือทำนบกั้นน้ำ เอาไว้ที่เชิงเขาประทักษ์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของตัวเมืองสุโขทัย โดยปัจจุบันเชื่อว่า สรีดภงส์ ทำหน้าที่กักน้ำที่ไหลลงมาจากเขา และผันน้ำออกสู่ คลองเสาหอ ซึ่งยาวกว่า 2 กิโลเมตร เข้ามาเลี้ยงคูเมืองโดยรอบสุโขทัย
อย่างไรก็ตาม ยังมีนักวิชาการหลายท่านให้ความเห็นว่า สรีดภงส์ อาจไม่ได้มีไว้เพื่อกักเก็บน้ำ เพราะครั้งแรกที่มีการค้นพบ รายงานว่าเป็นเพียงคันดิน ไม่ได้สูงเป็นสันเขื่อนขนาดนี้ (มีการต่อเติมในภายหลัง) ดังนั้นสรีดภงส์ดั้งเดิม จึงน่าจะสร้างมาเพื่อทำหน้าที่รวมน้ำและรีดน้ำเป็นเส้น ให้ไหลออกรูเดียวผ่านคลองเสาหอ คล้ายกับการควบคุมน้ำของ ท่อปู่พระยาร่วง-ถนนพระร่วง
อย่างไรก็ตามแม้ภูมิปัญญาของคนโบราณในการบริหารจัดการน้ำ อาจจะไม่เหมาะสมกับลักษณะบ้านเมืองในยุคปัจจุบัน แต่สิ่งที่สะท้อนได้เด่นชัดแก่คนรุ่นหลังก็คือ การบริหารจัดการน้ำควรอยู่บนความเข้าใจลักษณะภูมิศาสตร์ของพื้นที่อย่างแท้จริง