19 ตุลาคม 2567 นายอิทธิเดช ธเนศวัฒนะ ตัวแทนผู้เสียหายชาวต่างชาติกรณี “The iCON” เดินทางมากองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง นำเอกสารบิลเงินสดการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ในเครือบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด
รวมถึงรูปภาพร้านค้า ซึ่งมีการนำผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไปจำหน่ายในต่างประเทศ และรูปภาพผู้เสียหายซึ่งถ่ายคู่กับ นายวรัตน์พล วรัทย์วรกุล หรือ “บอสพอล” มอบให้พ.ต.ท.ปริญญา ปาละ รองผู้กำกับการ (สอบสวน) กองกำกับการ 1 บก.ปคบ. เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มผู้บริหาร บริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด
โดยตัวแทนผู้เสียหายชาวต่างชาติ เปิดเผยว่า ในวันนี้ตนเดินทางมาในฐานะตัวแทนผู้เสียหายคนไทยและชาวต่างชาติในต่างประเทศ ซึ่งกลุ่มผู้เสียหายส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการจะเข้ามาเป็นแม่ข่ายแต่ต้องการจะนำสินค้าไปขายจริง ๆ
ซึ่งรูปแบบความเสียหายที่พบ คือ การโอนเงินเพื่อชำระค่าสินค้าสำหรับนำไปจำหน่ายแต่กลับไม่ได้สินค้า และได้รับแจ้งจากผู้ค้าในประเทศไทยว่าให้รอสินค้าก่อน แต่เมื่อรอก็ยังไม่ได้รับ และเมื่อทวงถามสินค้าจากทางบริษัท ทางบริษัทก็โยนให้ไปถามแม่ข่าย ตัวย่อ จ.จาน ที่คาดว่าตอนนี้อยู่ที่ประเทศมาเลเซีย
โดยกลุ่มผู้เสียหายส่วนใหญ่เป็นกลุ่มแม่ค้าที่นิยมนำสินค้าไทยไปขายในต่างประเทศ และบังเอิญได้โฆษณาผ่านแอปพลิเคชันเฟซบุ๊ก ประกอบกับเห็นว่ามีบอสดาราร่วมอยู่ในบริษัท และยังมีกลุ่มผู้เสียหายบางคนเคยพบกับบอส พอลและบอสดาราที่ต่างประเทศ จึงทำให้เกิดความเชื่อมั่น และต้องการที่จะนำสินค้าดังกล่าวไปขายในต่างประเทศ
โดย ความเสียหายครั้งนี้มีคนไทยและชาวต่างชาติในต่างประเทศ รวมกว่า 10 ประเทศ เช่น จีน ฮ่องกง มาเก๊า อิตาลี เยอรมัน แคนาดา เอสโตเนีย และลักเซมเบิร์ก ซึ่งขณะนี้มีผู้เสียหายกว่า 40 คน แบ่งเป็นเอเชีย 20 คน และ ยุโรป 20 คน รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 20 ล้านบาท
ตัวแทนผู้เสียหาย ระบุว่า มีหนึ่งในผู้เสียหายซึ่งเป็นคนไทยในฮ่องกง ได้ลงทุนสั่งสินค้าเป็นเงินกว่า 1 ล้านบาท โดยมีการสั่งซื้อผงโกโก้ กาแฟ ครีม คอลลาเจน ซึ่งหลังการสั่งสินค้าก็ได้รับสินค้าจริงแต่เป็นปริมาณที่ไม่ตรงกับยอดสั่งซื้อ เมื่อพยายามติดต่อไปยังแม่ข่ายที่แนะนำ ก็ถูกปฏิเสธความรับผิดชอบ
นอกเหนือจากคนไทยที่อยู่ในฮ่องกงแล้วยังพบว่ามีผู้เสียหายชาวจีน รวมถึงชาวต่างชาติอีกหลายคนซึ่งส่วนใหญ่มีความกังวล เกี่ยวกับการติดตามดำเนินคดี เนื่องจากติดปัญหาเรื่องภาษาและค่าเดินทาง ซึ่งส่วนนี้อาจมีการมอบอำนาจให้ญาติหรือคนรู้จักในประเทศไทย เข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน บก.ปคบ. ซึ่งการเข้าแจ้งความดังกล่าวกลุ่มผู้เสียหายก็คาดหวังว่าจะได้รับเงินคืน
ด้าน พ.ต.ท.ปริญญา ปาละ รองผู้กำกับการ (สอบสวน) กองกำกับการ 1 บก.ปคบ. เปิดเผยว่า คดีดังกล่าวเป็นคดีนอกราชอาณาจักรซึ่งหลังจากรับเอกสารแล้ว ก็จะพิจารณาเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย โดยอาจจะมีการเชิญพนักงานอัยการเข้ามาร่วมสอบปากคำด้วย
เบื้องต้นยืนยันว่าการแจ้งความสามารถดำเนินการแจ้งความได้ไม่มีกำหนด เพียงแต่จะย้ายจากตึกอาคารพิทักษ์สันติ เป็นตึกศูนย์รับแจ้งความร้องทุกข์กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง