จากกรณีที่มีรายงานข่าวว่า เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เล็งคาดโทษ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม จากกรณีเข้าไปร่วมรับฟังการสอบสวน นายจิระวัฒน์ แสงภักดี หรือ “โค้ชแล็ป” ผู้ต้องหาคดีดิไอคอน ภายในห้องพนักงานสอบสวนโดยไม่ได้เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในคดี ซึ่งนายอัจฉริยะ ออกมายืนยันว่าได้ทำหนังสือถูกต้องและทางเรือนจำอนุญาตแล้ว รวมทั้งขู่ฟ้องสื่อที่ไม่แก้ข่าวดังกล่าวนั้น
ล่าสุด นายวิฑูรย์ เก่งงาน ทนายความของบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด และทนายความของนายวรัตน์พล วรัทย์วรกุล(บอสพอล) กับพวก ได้ทำหนังสือเปิดผนึกถึงสื่อมวลชนทุกสำนัก เกี่ยวกับกรณีดังกล่าว
โดยระบุว่า ตามที่นายอัจฉริยะ ได้กล่าวอ้างว่า การนำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชนทำให้นายอัจฉริยะในทำนองที่ตีเนียนเข้าห้องพนักงานสอบสวนที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ซึ่งเป็นการนำเสนอข่าวทำให้นายอัจฉริยะได้รับเสียหาย และจะฟ้องสื่อมวลชนทุกสำนักหากยัง ไม่แก้ข่าวนั้น
ตนในฐานะทนายความของบริษัท ดิไอคอน กรุ๊ป จำกัด และนายวรัตน์พล วรัทย์วรกุล หรือบอสพอล กับพวก ขอปกป้องการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนทุกสำนัก เพราะการนำเสนอช่าวสารของสื่อมวลชนในกรณีที่นายอัจฉริยะฯ ใช้อำนาจหรือสิทธิพิเศษอะไรเข้าไปพบนายจิระวัฒน์ แสงภักดี หรือโค้ชแล็ป (ผู้ต้องขังของเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ) ทั้งๆที่ไม่ใช่ผู้ที่โค้ชแล็ปให้ความไว้วางใจ ทั้งยังปรากฏในข้อมูลข่าวที่นายอัจฉริยะได้บอกสื่อมวลชนว่าภรรยาของโค้ชแล็ป รวมทั้งเพื่อนรุ่นพี่ของโค้ชแล็ป ติดต่อให้เป็นบุคคลที่ผู้ต้องขังให้ความไว้วางใจจึงเข้าไปฟังการสอบถามของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้
ข้าพเจ้าขอเรียนต่อสื่อมวลชนว่า การเข้าพบผู้ต้องขังตามระเบียบของเรือนจำต้องได้รับการรับรองจากผู้ต้องขังเท่าน้ัน ไม่ใช่จากญาติของผู้ต้องขัง และไม่ปรากฏว่าโค้ชแล็ปลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจของนายอัจฉริยะจึงทำให้นายอัจฉริยะฯ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆในคดีนี้ และไม่มีสิทธิเข้าร่วมการฟังการสอบถาม หรือร่วมฟังการสอบปากคำร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือพนักงานสอบสวนได้
และจากข้อมูลข่าวนายอัจฉริยะฯ แจ้งต่อสื่อมวลชนว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าไปสอบถามโค้ชแล็ป ไม่ใช่พนักงานสอบสวน แต่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจช้ันสืบสวนปรากฏตามที่นายอัจฉริยะฯ ให้ข้อมูลต่อสื่อมวลชนยิ่งทำให้เห็นว่านายอัจฉริยะฯ ไม่มีอำนาจหรือมีสิทธิเข้าร่วมการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่อย่างใด ทั้งสื่อมวลชนได้พยายามสอบถามข้อมูลจากทางเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยนายปราโมทย์ ทองศรี รักษาการณ์แทนผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ได้ให้ข้อมูลว่าผู้ต้องขัง (โค้ชแล็ป) ไม่ได้ลงลายมือชื่อแต่งต้ังให้นายอัจฉริยะฯ เป็นผู้รับมอบอำนาจ แสดงให้เห็นว่านายอัจฉริยะฯ ไม่มีสิทธิโดยชอบธรรมตามกฎหมายของโค้ชแล็ป และไม่ปรากฏว่า รักษาการณ์แทนผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษได้อนุญาตหรือมีเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ท่านใดอนุญาตให้นายอัจฉริยะฯ เข้าไปพบผู้ต้องขัง (โค้ชแล็ป) ที่ห้องพนักงานสอบสวนได้
จากกรณีที่ข้าพเจ้า ได้กล่าวมาทั้งหมดนั้นแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าสื่อมวลชนทุกสำนักได้นำเสนอข่าวที่ได้จากข้าพเจ้าที่ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 25 ต.ค. 2567 และสื่อมวลชนได้เสนอข่าวจากข้อมูลที่ได้สอบถามนายอัจฉริยะ ทั้งยังนำเสนอข่าวจากข้อมูลที่ได้สอบถามรักษาการณ์แทนผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จึงเห็นได้ว่าสื่อมวลชนทุกสำนักได้นำเสนอข่าวอย่างตรงไปตรงมาตามหน้าที่ และจรรยาบรรณของการเป็นสื่อมวลชน ข้าพเจ้าจึงไม่เห็นด้วยที่นายอัจฉริยะฯ ขู่ดำเนินคดีกับสื่อมวลชนที่นำเสนอข่าวอย่างตรงไปตรงมา
และข้าพเจ้าขอแจ้งให้สื่อมวลชนทราบว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 35 วรรคหนึ่ง ได้รับรองเสรีภาพของสื่อมวลชนไว้ว่า “บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนย่อมมีเสรี ภาพในการเสนอข่าวสารหรือการแสดงความคิดเห็นตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ” การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนทุกสำนักไม่ได้มีความผิดตามกฎหมาย ข้าพเจ้าขอเป็นกำลังใจให้สื่อมวลชนทุกสำนักในการนำข่าวให้ประชาชนได้รับรู้รับทราบ ซึ่งสื่อมวลชนทุกสำนักทำหน้าที่ด้วยดีมาโดยตลอด และขอให้สื่อมวลชนทุกสำนักมีความหนักแน่นไม่เกรงกลัวต่อการนำข่าวสารให้กับประชาชนต่อไป