“ปานเทพ” กาง 2 แนวทางรื้อคดีแตงโม เชื่อพยานหลักฐานมีน้ำหนัก!

โดย PPTV Online

เผยแพร่

กาง 2 แนวทางการรื้อคดีแตงโม เปลี่ยนเเปลงข้อหาคดี-เข้าลักษณะคดีพิเศษ “ปานเทพ” เชื่อพยานหลักฐานมีน้ำหนักมากพอดีเอสไอถึงเริ่มตั้งเลขสืบสวนหาพยานหลักฐาน

จากกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) อนุมัติให้ทำการสืบสวนเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงเบื้องต้นในคดีการเสียชีวิตของ “แตงโม นิดา” มีการบิดเบือนกระบวนการยุติธรรมทางอาญาหรือไม่ และมีบุคคลหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวข้องหรือไม่

ล่าสุด นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ แถลงว่า เรื่องนี้ต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่รัฐที่เห็นความสำคัญของการตั้งข้อสงสัยของสังคม และทำงานอย่างรวดเร็ว มองว่าเป็นการเริ่มก้าวแรก เป็นการเริ่มต้นที่ดี เพราะหมายความว่าหลักฐานพยานในคำร้องมีน้ำหนักเพียงพอในการเริ่มต้นพี่อาจจะนำไปสู่การรื้อคดี

ปานเทพ ช่างภาพพีพีทีวี
นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต

นายปานเทพ ยังเปิดเผยแนวทางการรื้อคดีดังกล่าวว่า ในแนวทางแรกต้องมีการเปลี่ยนแปลงข้อหา โดยอาศัยประมวลกฎหมายวิธีการพิจารณาคดีอาญามาตรา 163 และมาตรา 164 โดยมาตรา 163 โดยเมื่อมีเหตุอันควร แม่แตงโมหรืออัยการ มีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลขอแก้หรือเพิ่มเติมคำฟ้อง ก่อนมีคำพิพากษาศาลชั้นต้น ถ้าศาลเห็นสมควรสามารถไต่สวนก่อนมีการฟ้องได้ และมาตรา 164 ถ้าแก้แล้วทำให้จำเลยเสียเปรียบทำไม่ได้ แต่ถ้าแก้แล้วเปลี่ยนฐานความผิดสามารถกระทำได้

ซึ่งปัจจุบันคดีแบ่งเป็น 2 ส่วนและมีอีกคดีหนึ่งยังอยู่ศาลชั้นต้นและอัยการยังมีการพิพากษา ดังนั้นหมายความว่ายังมีช่องทางตามประมวลกฎหมายวิธีการพิจารณาคดีอาญาให้เปลี่ยนเเปลงข้อหาคดีได้ โดยในขณะนี้นายอัจฉริยะได้ยื่นคำร้องต่ออัยการ เพื่อให้มีการแก้หรือเปลี่ยนแปลงข้อหาแล้ว ควบคู่กับการยื่นให้ ดีเอสไอสอบสวนคดีนี้ ดังนั้นในช่องทางนี้มีความเป็นไปได้ 2 อย่างคือการยื่นเรื่องของนายอัจฉริยะ ถ้าอัยการเห็นชอบ ศาลเห็นชอบ ก็สามารถเปลี่ยนแปลงข้อหาได้ หรือถ้าทางดีเอสไอ พิจารณาแล้วพบมีมูลความผิดสามารถนำเรื่องไปส่งให้อัยการพิจารณาจำหน่ายคดีออกชั่วคราว

ส่วนในทางที่ 2 อำนาจของดีเอสไอ สามารถใช้อำนาจตั้งคณะกรรมการพิจารณาคดีพิเศษ หรือ กพธ. ตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 เพื่อพิจารณาว่าคดีใดควรได้รับการกำหนดเป็นคดีพิเศษ และเข้าสู่การดำเนินการโดยพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่ง กพธ. ประกอบด้วยผู้แทนจากหลายหน่วยงาน เช่น อัยการสูงสุด ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และตัวแทนจากกระทรวงยุติธรรม ประกอบจากหลายหน่วยงานเพื่อให้ครอบคลุมการพิจารณาคดีรวมทั้งหมด 21 คนโดยจะต้องมีการลงมติ 14 คนจาก 21 คน หรืออัตรา 2 ต่อ 3 และเมื่อนายกรัฐมนตรีเห็นชอบ ถึงจะนำเรื่องยื่นต่อ ปปช. ดังนั้นเมื่อเกิดเป็นประเด็นใหม่ก็จะนำไปสู่การรื้อคดีแตงโมได้

“ยืนยันว่ากองทัพทีมงานในการเปิดความจริงในครั้งนี้ มีกลไกและวิธีการไตร่ตรองใคร่ครวญพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว ที่ทำให้มั่นใจว่าจะมีช่องทางในการรื้อคดีได้ ส่วนผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรต่ออย่างน้อยในวันนี้ประชาชนได้รับรู้และเห็นข้อเท็จจริงที่พยายามเสนอออกไป”

จำลองเหตุการณ์ ช่างภาพพีพีทีวี
การจำลองเหตุการณ์

ผู้สื่อข่าวถามว่าถ้าหากสุดท้ายแล้ว ดีเอสไอไม่รับคดีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษจะมีการดำเนินการต่อไปอย่างไร นายปานเทพ เผยว่า ยังมีการจำลองเหตุการณ์เพิ่มเติมที่อยากทำ เช่น การจำลองแสงในขณะที่แตงโมร้องเพลง แล้วในคลิปมีเงาผู้ชาย และนอกจากนี้ยังมีอีกหน่วยงานที่อยากไปยื่นเรื่องเพิ่มเติม แต่ยังไม่ขอเปิดเผย อย่างไรก็ตามตอนนี้ยืนยันว่าเชื่อมั่นการทำงานของดีเอสไออยู่

นอกจากนั้น นายปานเทพ ยังยืนยันว่า ไม่เคยกลัวอีกฝ่ายฟ้องกลับ เพราะตั้งแต่ที่จะเริ่มมาทำงานตรงนี้มีทีมกฎหมายพิจารณาไตร่ตรองอย่างดีแล้ว ถ้ากลัวถูกฟ้องคงไม่มาถึงวันนี้ แต่อยากให้มองว่าที่นายอัจฉริยะ ถูกตำรวจ 21 คนฟ้องแล้วชนะคดีนั้น ซึ่งหลักฐานพยานหลายๆ อย่างในคดีนั้น ถูกประกอบมารวมกับการทำคดีในขณะนี้เช่นกัน ดังนั้นต้องรอดูว่า ใครจะแพ้ใครจะชนะ ใครจะเป็นคุณและเป็นโทษมากกว่ากัน

ทั้งนี้นายปานเทพ ยังเปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษจะเริ่มมีการหารือพิจารณากับเรื่องที่นายอัจฉริยะ ได้ยื่นไปในช่วงเวลา 13:30 น. และตนเองพร้อมทีมงานจะไปแถลงข่าวที่กรมสอบสวนคดีในช่วงเวลาประมาณ 15:00 น. ต่อทันที

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ