จากกรณีอุบัติเหตุรถบัสคณะศึกษาดูงาน ซึ่งเดินทางจากเทศบาลตำบลพรเจริญ จังหวัดบึงกาฬ พลิกคว่ำตกข้างทางบริเวณเขาศาลปู่โทน อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี จนมีผู้เสียชีวิต 18 ราย และบาดเจ็บ 31 ราย นั้น
ล่าสุด ดร.สุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัย ด้านนโยบายการขนส่ง และโลจิสติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ระบุว่า อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในจ.ปราจีนบุรี มีความเสี่ยงจาก 2 ปัจจัย คือ “ตัวรถ” และ “ถนน”
โดยถนนที่เกิดอุบัติเหตุมีความลาดชัน ซึ่งที่ผ่านมามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ดังนั้นมีความจำเป็นที่ผู้ขับในเส้นทางสายนี้ จะต้องชำนาญเส้นทาง ส่วน “ตัวรถ” จะต้องมีความพร้อมทั้งเครื่องยนต์ และระบบเบรก เพราะถ้าสิ่งใดสิ่งหนึ่งในสองสิ่งนี้ไม่พร้อม ก็จะเกิดปัญหาขึ้นทันที!
สำหรับปัญหาที่พบเกี่ยวกับตัวรถทัศนาจรในปัจจุบัน มาจากตัวรถขาดมาตรฐาน และโครงสร้างของรถมีความเสี่ยง รวมไปถึงความเข้มข้นในการกำกับดูแลผู้ประกอบการ ซึ่งความเข้มข้นในการกำกับดูแลผู้ประกอบการยังเป็นประเด็นอยู่ รถลักษณะนี้ปกติใช้งาน 2 ประเภท คือ รถรับส่งนักเรียน หรือพนักงาน ในระยะทางที่ใกล้ ๆ และรถที่ใช้ศึกษาดูงาน ซึ่งรถพวกนี้มีข้อจำกัดหลายอย่าง ทั้ง สภาพของรถ ความพร้อมในการเดินทางไกล ความพร้อมของคนขับ ความการชำนาญเส้นทาง พอสองส่วนมาประกอบกัน เลยเกิดปัญหาเรื่องความไม่ปลอดภัยขึ้น
ดร.สุเมธ ระบุว่า กระทรวงคมนาคมจะต้องกวดขันผู้ประกอบการอย่างเข้มข้นขึ้น และควบคุมรถที่มีความเสี่ยง โดยสามารถระบุได้จาก อายุของรถ ระยะเวลาการจดทะเบียนที่นานแล้ว ถึงแม้จะมีการตรวจสภาพรถ แต่ก็เป็นการตรวจสภาพตามมาตรฐานเก่า
“แม้จะมีการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยรถโดยสารมากขึ้น แต่ก็ใช้กับรถจดทะเบียนใหม่เท่านั้น ไม่ได้ถูกใช้กับรถเก่าเกิน 10 ปี ซึ่งจากการศึกษาของคณะผู้วิจัยทีดีอาร์ไอ พบว่ามีรถเก่าวิ่งอยู่บนถนนกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ผู้โดยสารไม่ทราบเลยว่ารถที่นั่งมา เป็นรถที่ผ่านมาตรฐานแบบใด หากเป็นรถจดทะเบียนใหม่ที่ผ่านการตรวจมาตรฐานความปลอดภัยใหม่ก็จะมีความปลอดภัยแบบหนึ่ง รถเก่าที่ใช้มาตรฐานเดิม เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นย่อมมีความสูญเสียสูงกว่า”
ดร.สุเมธ อธิบายเพิ่มเติมว่าในกรณีเกิดอุบัติเหตุ หากโครงสร้างตัวรถแข็งแรง มีคุณภาพสูง มีการยึดเกาะของที่นั่งดี ในบางเคสจะพบเลยว่ามีผู้เสียชีวิตต่ำ หรือไม่มีเลย แต่โครงสร้างรถที่ไม่มีความพร้อม เมื่อเกิดอุบัติเหตุหลังคาจะฉีกขาด เบาะที่นั่งหลุดจากตัวรถ ทำให้มีจำนวนผู้เสียชีวิตมาก และถ้าคนขับมีทักษะการขับรถที่ดี จะส่งผลดีด้วยเช่นกัน เพราะจะรู้วิธีการควบคุมรถ เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นต้องประคองรถอย่างไรให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด
ดร.สุเมธ ยังยกกรณีศึกษาในต่างประเทศซึ่งมีการกำกับดูแลที่เข้มแข็ง โดยจำกัดรูปแบบของผู้ประกอบการ เช่น ในรายย่อย ถูกจำกัดเขตการเดินทาง กำหนดให้บริการได้แค่ในพื้นที่ หรือ ในระยะที่จำกัด ขณะที่ผู้ประกอบการเป็นรายใหญ่ที่มีความพร้อมในเรื่องของตัวรถมากกว่า มีขอบเขตการให้บริการไกลขึ้น สิ่งนี้คือตัวอย่าง แต่รูปแบบเหล่านี้ในประเทศไทยยังไม่ถูกนำมาใช้ เนื่องจากคิดว่าทุกคันสามารถประกอบการได้เหมือนกันได้หมด แต่ในความเป็นจริง มีความเสี่ยงที่แตกต่างกันไป รูปแบบการกำกับดูแลจะต้องแตกต่างกัน รวมทั้งต้องเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลคนขับรถทัศนาจรให้มากขึ้น ทั้งในเรื่องของความชำนาญในพื้นที่ ความพร้อมของร่างกาย
สภาพพื้นที่ก็เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยง โดยดร.สุเมธ ระบุว่า เส้นทางที่เกิดอุบัติเหตุ เป็นเส้นทางที่มีความเสี่ยงสูง เพราะพื้นที่ลาดชันสูง รถวิ่งในแนวดิ่ง เกิดอุบัติเหตุขึ้นหลายต่อหลายครั้งในอดีต โดยเฉพาะรถขนาดใหญ่ ซึ่งหากขับด้วยจังหวะและความเร็วที่ไม่เหมาะสม จะไม่สามารถควบคุมรถได้ ซึ่งที่ผ่านมาเคยมีการพูดคุยกันถึงการกำหนดมาตรการในเส้นทางเสี่ยงสูง เช่น อาจจะต้องห้ามรถบางประเภทใช้เส้นทางเหล่านี้ หรือ อาจจะต้องห้ามรถทัศนาจรวิ่งในช่วงเวลากลางคืนในเส้นทางนี้หรือไม่ เพราะการวิ่งกลางคืนทำให้คนขับที่อาจไม่ชำนาญเส้นทางอยู่แล้วไม่สามารถประเมินสถานการณ์ได้ ซึ่งจะต้องมีการวิเคราะห์และประเมินผลกระทบระดับหนึ่งก่อนที่จะมีการบังคับใช้
นอกจากนี้ ดร.สุเมธ ยังมีข้อเสนอแนะในการปฏิรูปรถโดยสารในระยะยาวว่า จำเป็นต้องประเมินความเสี่ยงทั้งระบบ ตรวจสอบว่ามีรถเก่าที่วิ่งบนท้องถนนในปัจจุบันอยู่กี่คัน หากเป็นรถเก่าอาจจะต้องมีข้อกำหนดกำจัดการใช้งาน และทยอยออกมาตรการป้องกัน โดยรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียทั้งหลายด้วย
ขณะเดียวกันควรพิจารณาถึงการขยายวงเงินการชดเชยเยียวยาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ซึ่งมีการกำหนดวงเงินต่อการเกิดอุบัติเหตุ 1 ครั้งไว้ที่ 10 ล้านบาท แต่ในกรณีเกิดอุบัติเหตุใหญ่ที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก การชดเชยเยียวยาตามวงเงินนี้เสี่ยงว่าจะไม่ครอบคลุมตามความคุ้มครองที่กำหนดเอาไว้ เพราะวงเงิน 10 ล้านบาทจะถูกนำมาหารด้วยจำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บในแต่ละครั้ง และยังไม่รวมผู้บาดเจ็บที่ต้องได้รับการชดเชยจากวงเงินเดียวกันนี้ด้วยเช่นกัน
ดังนั้น ทีดีอาร์ไอมีข้อเสนอด้วย ว่าควรขยายวงเงินชดเชยต่อครั้งอุบัติเหตุให้มากกว่าเดิม โดยวงเงินคุ้มครองใหม่ของประกันภัยภาคบังคับที่ควรพิจารณาคือ 20-30 ล้านบาทต่อการเกิดอุบัติเหตุ 1 ครั้ง และเชื่อว่าการเพิ่มวงเงินนี้จะไม่ได้ทำให้เบี้ยประกันภัยสูงขึ้น เพราะแม้ว่าจะมีความเสียหายสูงแต่โอกาสเกิดต่ำ โดยที่ผ่านมาการเกิดอุบัติเหตุใหญ่ที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปจนทำให้วงเงินชนเพดานนั้นมีความถี่ค่อนข้างต่ำ หากข้อเสนอนี้ได้รับความสนใจจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและนำไปผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ก็จะทำให้เวลาเกิดเหตุที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ครอบครัวผู้สูญเสียมีโอกาสได้รับความคุ้มครองที่ครบถ้วนและเหมาะสมมากขึ้นกว่าเดิม