วันที่ 19 มี.ค. 2568 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กใจความว่า “ติดตามต่อเนื่องเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าค่ะ เมื่อวานทางตำรวจได้มีการทลายโกดังบุหรี่ไฟฟ้า และจับตัวการใหญ่แล้ว ดิฉันจึงขอติดตามต่อกับทางกรมศุลกากร กระทรวงการคลัง ทั้งนี้เพื่อขยายการจับกุม ต่อเนื่องไปถึงตัวการใหญ่อื่นๆ รวมถึงบริษัท shipping ที่จะต้องมีบทลงโทษที่ชัดเจนหากพบว่ามีการกระทำความผิด”
“ดิฉันจึงอยากให้มีการบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายที่มีอยู่ ไปจนถึงการ Seal บริเวณเขตชายแดนอย่างเข้มงวด ซึ่งจะต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากทางหน่วยงานความมั่นคง ทหาร ตำรวจ DSI เจ้าหน้าที่ สคบ. ในการรวบรวมเบาะแส ป้องกันไม่ให้มีการนำเข้ามาใหม่ ทั้งหมดนี้คือมาตรการเชิงรุกที่รัฐบาลจะเดินหน้าต่อ ไม่จบไม่เลิก”
ขณะที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้เปิดเผยโทษร้ายแรงของบุหรี่ไฟฟ้า พร้อมย้ำ บทลงโทษทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
ประกาศกระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. 2557
- “ห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร” โทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับเป็นเงิน 5 เท่าของราคาสินค้า หรือทั้งจำทั้งปรับ
คำสั่งคณะกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยของสินค้าและบริการ ที่ 24/2567
- "ห้ามขายหรือห้ามให้บริการสินค้า" โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 600,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560
- "ห้ามซื้อ หรือ ครอบครอง" โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับเป็นเงิน 4 เท่าของสินค้านั้นหรือทั้งจำทั้งปรับและ “ห้ามนำเข้าของที่ไม่ผ่านพิธีการศุลกากร” จำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับเป็นเงิน 4 เท่าของสินค้า หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ริบของนั้น