จากกรณีเกิดเหตุแผ่นดินไหวที่มีจุดศูนย์กลางอยู่บริเวณประเทศเมียนมา ขนาด 8.2 ความลึก 10 กิโลเมตร ซึ่งส่งผลกระทบถึงไทย
ล่าสุด ศาสตราจารย์ ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ ผู้อำนวยศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันและจัดการภัยพิบัติ นิด้า และ ศ.ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมโครงสร้าง สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย (AIT) อธิบายว่า แผ่นดินไหวเป็นเหตุการณ์ที่บอกล่วงหน้าไม่ได้ ไม่มีสัญญาณบอกเหตุ อาจจะมีบ้างที่เคยศึกษาพฤติกรรมจากสัตว์แต่ก็ไม่สามารถคาดการณ์ได้แม่นยำ เราจะรู้ก็ต่อเมื่อเหตุเกิดแล้วเท่านั้น
ทั้งนี้ในแวดวงวิชาการกำลังพยายามที่จะพัฒนาระบบและเครื่องมือให้คาดการณ์ล่วงหน้าได้ แต่ก็ยังไปไม่ถึงตรงนั้น ไม่เหมือนสึนามึที่อาจจะเห็นสัญญาณล่วงหน้า เช่น น้ำทะเลลดก็ยังพอมีเวลาหนีได้ แต่แผ่นดินไหวไม่มีเลย ทำได้อย่างมากก็คือเอาสถิติมาประเมินความเสี่ยงของโอกาสที่จะเกิดขึ้น
สำหรับพื้นที่ กทม.มีความเสี่ยงจะได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวที่เกิดในระยะไกลๆได้ แต่ต้องเป็นเหตุแผ่นดินไหวที่ขนาดความรุนแรงใหญ่มาก อย่างเช่นเหตุการณ์ครั้งนี้ คือ รอยเลื่อนสะกายที่เมียนมา
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีการศึกษาและจับตาดูรูปแบบของการเกิดแผ่นดินไหวที่อาจจะส่งผลกระทบแรงๆ ได้อยู่ 3 รูปแบบคือ
1.เหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ขนาด 7.7 ที่จ.กาญจนาบุรี
2.เหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 8.0 ที่เคยเกิดมาแล้วจากรอยเลื่อนสกายที่เมียนมา
3.เหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 8.5 - 9.0 ที่รอยมุดตัวอารากัน เมียนมา
ซึ่งจากการศึกษาทั้ง 3 รูปแบบพบว่า ถ้าเกิดแผ่นดินไหวที่จุดเดิมจะส่งผลกระทบมาถึง กทม.ได้แรงมาก เป็นลักษณะการสั่นสะเทือนช้าๆ ซึ่งจะเกิดขึ้นกับอาคารสูงมากกว่า
เมื่อถามว่ารู้ล่วงหน้าไม่ได้ แต่ถ้าจุดศูนย์กลางไม่ได้อยู่ที่ไทย เช่น เหตุการณ์นี้ก่อนแรงสั่นสะเทือนจะมาถึงเรา จะสามารถแจ้งเตือนล่วงหน้าได้หรือไม่ โดยผู้เชี่ยวชาญ บอกว่า มันเร็วมากจะมีช่องว่างของเวลาประมาณ 10-15 วินาทีก่อนคลื่นแผ่นดินไหวมาถึงตัวเมือง สำหรับบ้านเรายังไม่มีระบบนี้และอยู่ในขั้นการศึกษาวิจัยอยู่ มีแค่บางประเทศเท่านั้น เช่น ญี่ปุ่น เม็กซิโก
ขณะที่ระบบของกรมอุตุฯ เวลาตรวจจับแผ่นดินไหวต้องใช้เวลากว่า10 นาทีถึงจะรู้ว่าขนาดแผ่นดินไหวเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นจะเตือนภัยยากมาก ในอนาคตต้องพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าให้ได้ และนำมาใช้ผสมผสานกับ Cell broadcast ( ระบบเตือนภัยฉุกเฉิน ) ส่งได้หมดด้วยการอาศัย Cell
ตอนนี้ระบบนี้กำลังพัฒนาอยู่ เจ้าภาพคือ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) สัญญาณเตือนภัยต่างๆก็จะรวมกันที่ ปภ.
แต่ที่สุดแล้ว ถึงจะพัฒนาตัวนี้สำเร็จเตือนได้ก็คงทำอะไรมากไม่ได้อยู่ดี เพราะช่องว่างเวลาที่คลื่นมาถึงมันน้อยมาก 10-15 วินาที ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือ ทุกคนต้องรู้วิธีเอาตัวรอดให้ได้ แต่ปัจจุบันคนไทยไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย เราไม่เคยมีการซ้อมเผชิญเหตุเลย รวมถึงการสร้างอาคารสูงในเมืองก็ต้องสร้างให้ปลอดภัย นี่คือโจทย์ที่ต้องมีการควบคุณคุณภาพตั้งแต่การออกแบบ
เมื่อถามว่าตอนนี้กลับเข้าบ้านได้หรือไม่ จะกลับเข้าคอนโดได้หรือยัง? ต้องฟังใคร! ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า อาคารที่มีความเสี่ยง ต้องฟังวิศวกรเท่านั้น ให้แจ้งกทม.ไปตรวจสอบได้เลย เราดูเองยังไงก็ดูยากเสี่ยงมากๆด้วย ทางที่ดีที่สุดคือให้ผู้เชี่ยวชาญมาดู