หลังเหตุแผ่นดินไหวเมียนมาขนาด 7.7 แมกนิจูดที่สะเทือนมาถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2568 และทำให้อาคารที่กำลังก่อสร้างของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินพังถล่มลงมา แม้ผ่านมา 5 วันแล้ว แต่คนไทยยังคงอยู่ในภาวะตื่นตัวและตื่นตระหนก
รวมถึงคำถามสำคัญที่ยังคาใจและทุกคนรอคอยคำตอบ นั่นคือเพราะเหตุใด ตึก สตง. จึงเป็นอาคารเดียวที่พังถล่มลงมา ยิ่งเมื่อมีการตรวจพบว่าใช้เหล็กไม่ได้มาตรฐานบางส่วน ยิ่งทำให้เกิดความคลางแคลงใจ
ปัญหาเรื่องเหล็กอาจเป็นแค่ “หนึ่งใน” ต้นตอหายนะ
ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือ ดร.เอ้ อดีตนายกสภาวิศวกรฯ กล่าวว่า สภาพที่เกิดขึ้นกับ สตง. เป็นสิ่งที่ช็อกโลกมาก เพราะตึกสูง 33 ชั้น คือสูงมากกว่า 100 เมตร ต้องใช้พลังงานแค่ไหนถึงทำให้พังถล่มลงมาในรวดเดียวได้
อาคาร 100 เมตรน้ำหนักหลายหมื่นตัน เมื่อพังถล่มลงมาเป็นกองสูง 20 เมตร แปลว่ามันเกิดการอัดแน่นมาก จะเขยื้อนหรือเจาะอะไรก็ทำได้ยาก ทำให้การจะได้สัญญาณใด ๆ จากผู้รอดชีวิตไม่ใช่เรื่องง่าย และการเจาะเข้าไปก็ไม่ได้ง่าย เพราะการขยับเขยื้อนอะไรนิดหน่อยอาจส่งผลกระทบที่คาดไม่ถึง
“ย้ำว่า มันต้องใช้พลังงานมหาศาลมากในการทำให้ตึกพังลงมา แปลว่า ตึกนี้มันต้องมีอะไรที่ไม่ธรรมดา เหล็กอาจเป็นปัจจัยหนึ่ง แต่มีหลายปัจจัยที่รอหาคำตอบอยู่ การออกแบบหรือไม่ การคำนวณหรือไม่ วิธีการก่อสร้างหรือไม่” ดร.เอ้บอก
อดีตนายกสภาวิศวกรฯ กล่าวว่า การสืบสวนที่ดำเนินการกันอยู่ในขณะนี้ ไม่ใช่แค่เพื่อหาคนผิดเท่านั้น “แต่มันจะเป็นปัญหาใหญ่หลวง ถ้าไม่รู้ว่าตึกพังเพราะอะไร” เพราะถ้าไม่รู้ว่าปัญหาคืออะไร ก็จะไม่รู้ว่าควรแก้ไขอย่างไร ซึ่งในวันนี้ ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ต้องอยู่ร่วมกับภัยแผ่นดินไหวไปแล้ว ดังนั้นไม่แก้ไขไม่ได้
“ส่วนตัวมองว่า เหล็กเป็นแค่ส่วนหนึ่งของปัญหา แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญระดับปรมาจารย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศเอง ก็เตือนสังคมไทยว่าอย่าหลงประเด็น เพราะเชื่อว่าต้องมีอะไรผิดพลาดใหญ่หลวงที่เรายังไม่รู้อีก” ดร.เอ้กล่าว
เขาเสริมว่า เรื่องของวิธีการออกแบบก็มีความสำคัญ ถ้าออกแบบผิด ต่อให้สร้างอย่างไรก็พังได้ วันนี้ได้แปลนมาแล้วก็จริง แต่เป็นแปลนแบบสถาปัตย์ ยังไม่มีข้อมูลการคำนวณ ย้ำว่าต้องมีรายการคำนวณ จึงจะวิเคราะห์ได้ว่ามีข้อบกพร่องหรือไม่
“การเก็บตัวอย่างเหล็ก ต้องเก็บในที่ที่ดูจากแบบ ดูเสาที่ไม่เกี่ยวข้องก็ไม่มีอะไร ปูนเซตตัวไม่เซตตัว ปล่องลิฟต์คอนกรีตโอเคหรือไม่ เป็นหนึ่งในกระดูกสันหลังอาคาร นี่ทำไมพังได้ ปล่องลิฟต์พยุงโครงสร้าง ต้องแข็งแรงมาก ดังนั้นรายการคำนวณคือหัวใจ จะทำให้เราเจาะได้ถึงวิธีการออกแบบ และการเลือกวัสดุ” ดร.เอ้กล่าว
ด้าน ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต เห็นด้วยว่า รายการคำนวณต้องเอามาดู แต่อีกเรื่องที่ควรให้ความสนใจคือ ระบบของไทย “ตึกราชการไม่ต้องขออนุญาต” แจ้งเฉย ๆ แล้วทำได้เลย เรื่องนี้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่
อีกจุดที่ผิดปกติ คือแผ่นดินไหวเมียนมาครั้งนี้ มีอัตราเร่งแผ่นดินไหวมา กทม. อยู่ที่ 0.06 g ซึ่งอาคารและสิ่งปลูกสร้างส่วนใหญ่ในประเทศไทย จะมีค่าการออกแบบรองรับอัตราเร่งแผ่นดินไหวอยู่ที่ 0.1 g รวมถึงตึก สตง. ก็คาดว่าจะอยู่ในเกณฑ์นี้เช่นกัน “ทั้งที่อัตราเร่งแผ่นดินไหวมันต่ำกว่าค่าที่ออกแบบ แล้วทำไมตึกอื่นไม่พัง นี่เป็นปัญหาเฉพาะตัวของตึก สตง. จริง ๆ”
เมื่อประเทศไทยต้องอยู่กับแผ่นดินไหว ควรรับมืออย่างไร?
อาจารย์เสรีบอกว่า สิ่งแรกที่ทุกคนต้องทำความเข้าใจคือ ตามธรรมชาติของแผ่นดินไหว เมื่อเกิด “เมนช็อก” มันจะมี “อาฟเตอร์ช็อก” ตามมา ซึ่งจะค่อย ๆ เบาลงเรื่อย ๆ จนหยุดในที่สุด
ส่วนจะเกิดอาฟเตอร์ช็อกนนานแค่ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับความแรงของเมนช็อก โดยระดับ 7 แมกนิจูดนี้จะเกิดอาฟเตอร์ช็อกประมาณ 600-1000 ครั้ง ระยะเวลาบอกไม่ได้ อาจจะ 2 เดือน หรือ 3 เดือน หรือ 6 เดือน ไม่มีอะไรชี้ชัดได้ ส่วนจะเกิดเมนช็อกครั้งใหม่หรือไม่นั้น เป็นเรื่องของความเสี่ยงที่คาดเดาไม่ได้
และต้องย้ำอีกครั้งว่า การเกิดแผ่นดินไหวเป็นสิ่งที่คาดการณ์หรือพยากรณ์ล่วงหน้าไม่ได้ ดังนั้นสิ่งที่ทำได้คือเตรียมตัวป้องกันก่อนเกิดและรับมือเมื่อเกิดให้พร้อม
อาจารย์เสรีบอกว่า ไทยต้องกลับไปดูบทเรียนญี่ปุ่นว่าเขาอยู่ได้อย่างไร อาคารญี่ปุ่นมีค่าการออกแบบแข็งแรงกว่าไทย 4 เท่า มีการออกแบบที่หากถล่ม อาคารญี่ปุ่นจะเอียงแต่ยังคงความแข็งแรงอยู่ได้ ซึ่งทำให้คนเสียชีวิตไม่มากหรือไม่เสียชีวิตเลย แต่ตึก สตง. เป็นลักษณะพังถล่มลงมา โอกาสเสียชีวิตมากกว่า
เทคโนโลยีที่ญี่ปุ่นใช้ เช่น สร้าง “Cross-beam” หรือคานรูปตัวเอ็กซ์ เมื่อแผ่นดินไหวเขย่าเหมือนเดิม อาคารจะนิ่งขึ้น หรือบางอาคารทำให้ฐานเป็นอิสระเคลื่อนตัวได้ นี่คือการปรับตัวให้อยู่กับแผ่นดินไหวได้ ใช้หลักวิศวกรรม
“ตึกบ้านเรายังไม่มีการทำ Cross-beam แต่ไปเสริมอย่างอื่น ก็เป็นแนวทาง เพราะการสร้างแบบญี่ปุ่นใช้ต้นทุนสูง ขึ้นอยู่กับว่า ภาษาชาวบ้านคือ ‘เราปอดแหกขนาดไหน’ ถ้าปอดแหกมากก็ทำมาก” อาจาร์เสรีบอก และเสริมว่า เรื่องนี้มีข้อเสียคือ ผู้ประกอบการอาจต้องเพิ่มต้นทุนในการสร้าง ซึ่งจะส่งผลให้ราคาที่ขายให้ประชาชนสูงขึ้นตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม อาจารย์ย้ำว่า ไม่มีอะไรรับประกันว่าการรับมือเหล่านี้จะเพียงพอ เพราะแผ่นดินไหวเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้
“การออกแบบก่อนปี 2011 ของญี่ปุ่นรับมือแผ่นดินไหวได้ถึงขนาด 9.0 แมกนิจูด เขาก็ยังได้รับความเสียหายในเหตุแผ่นดินไหวปี 2011 เพราะมันมา 9.3 แมกนิจูด ดังนั้น มันไม่มีอะไรรับประกันได้ในอนาคต แต่คำถามคือ เราจะอยู่กันอย่างหวาดผวาอย่างนี้ หรือคุยกันหาทางรับมือให้ดีที่สุด” อาจารย์เสรีกล่าว
ท่านเสริมว่า รอยเลื่อนใกล้ประเทศไทยที่ต้องจับตา คือรอยเลื่อนใหญ่สะกายที่ทำให้เกิดแผ่นดินไหวครั้งนี้ รอยเลื่อนซุนดาที่ทำให้เกิดสึนามิ 2547 และรอยเลื่อนมะนิลา ใกล้ฟิลิปปินส์
ดร.เสรีบอกว่า “ประเทศไทยเรามีรอยเลื่อนแขนงอยู่บ้าง ซึ่งไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7 แมกนิจูด แต่รอยเลื่อนพวกนี้ทำให้เกิดขนาด 5 แมกนิจูดได้ ซึ่งส่งผลได้เช่นกัน เพราะมันใต้บ้านเราเลย มันประเมินยาก เป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้ในอนาคต สิ่งที่เราทำได้คือให้มันแข็งแรงปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะทำได้”