วันนี้ (28 มี.ค.2569) ครบ 1 ปี เหตุการณ์แผ่นดินไหวเมียนมา และมีผลมาถึงประเทศไทย ซึ่งทำให้ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) พังถล่มลงมา โดยบรรยากาศพบมีญาติของผู้เสียชีวิตเดินทางมาร่วมทำบุญ และมีพระสงฆ์ 9 รูปจากวัดยานนาวา ประกอบพิธีทางศาสนา เมื่อถึงเวลาญาติได้นำรูปของผู้เสียชีวิต มาประกอบพิธีกลางแจ้ง ก่อนที่พระสงฆ์จะนำสวดและญาติถวายภัตตาหารเพล
เหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิต 93 คน มีผู้สูญหาย 3 คน และมีผู้บาดเจ็บ 8 คน
จากการสอบถาม ญาติผู้เสียชีวิต ยอมรับว่า ยังทำใจไม่ได้ เพราะทุกครั้งที่เห็นรูปลูกชายน้ำตาก็จะไหล ทุกครั้งที่ต้องขับรถผ่านบนถนนกำแพงเพชร 2 มาเห็นเศษซากตึกขนาดใหญ่ ในความทรงจำพังถล่ม จนติดเป็นรอยร้าวฝังลึกในใจ แต่จำใจฝืนทน นำรูปลูกชาย และอาหารที่ลูกชายชอบกินตอนมีชีวิต ทั้งกุ้งเผา ไก่ทอด และห่อหมก
รวมทั้งอาหารคาวหวาน มาวางไว้บนโต๊ะ หน้าซากตึก หวังเพียงว่าให้ลูกชายได้กิน พร้อมทั้งยอมรับว่า ยังติดตาม และทวงความคืบหน้าทางคดี ที่ยังไม่ได้ข้อสรุป พร้อมทั้งอยากเรียกร้อง ให้ทุกภาคส่วน เร่งดำเนินการสร้างความเป็นธรรมให้กับครอบครัวผู้สูญเสีย
ด้านนายทัยน้อย ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างฝั่งตรงข้ามอาคารตึก สตง. เปิดเผยว่า ในช่วงเกิดเหตุแผ่นดินไหว บรรยากาศเต็มไปด้วยความโกลาหล ฝุ่นกระจายทั่วถนน ประชาชนต่างวิ่งออกมานอกรั้วและริมถนนด้วยความตกใจ
เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างชัดเจน ลูกค้าลดลงอย่างมาก ก่อนจะเริ่มกลับมาดีขึ้นหลังจากการเก็บกู้ซากอาคารแล้วเสร็จ ขณะเดียวกันยังมีผู้คนที่ผ่านไปมาแวะสอบถามถึงจุดเกิดเหตุว่าใช่อาคารที่ถล่มเมื่อปีก่อนหรือไม่
แม้เวลาจะผ่านไปหนึ่งปี นายทัยน้อย ยอมรับว่า ยังคงรู้สึกหวาดกลัว เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยมาก่อน และเชื่อว่าผู้ที่พักอาศัยในอาคารสูงหรือคอนโดมิเนียมก็ยังมีความกังวลอยู่ไม่น้อย
ส่วนประเด็นหาคนมารับผิดชอบ นายทัยน้อย มองว่า การที่จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถระบุผู้กระทำผิดได้ อาจเป็นเพราะการกำกับดูแลจากผู้มีอำนาจยังไม่เข้มงวดเพียงพอ ทำให้คดียังไม่มีความคืบหน้า โดยเห็นว่าประชาชนไม่สามารถดำเนินการใดได้มากนัก และยังคงต้องรอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบและผลักดันให้เกิดความชัดเจนต่อไป
ด้านนายศักดิ์ชัย ลูกจ้างของผู้ประกอบการบริเวณใกล้ สตง. เปิดเผยว่า ในช่วงเกิดเหตุอาคารถล่ม แทบไม่ได้ยินเสียงเตือนล่วงหน้า โดยอาคารพังลงอย่างรวดเร็ว ประชาชนในพื้นที่ต่างวิ่งหนีเอาชีวิตรอด โดยยอมรับว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้รู้สึกเสียขวัญตามไปด้วยกับครอบครัวที่สูญเสีย
นายศักดิ์ชัย ซึ่งอยู่ในพื้นที่มาตั้งแต่เริ่มก่อสร้างอาคาร กว่า 20 ปี ยอมรับว่าไม่เคยคาดคิดว่าอาคารจะพังถล่มลงมา
อย่างไรก็ตาม จากการสังเกตส่วนตัวมองว่า อาคารดังกล่าวใช้ระยะเวลาก่อสร้างค่อนข้างรวดเร็ว โดยใช้เวลาเพียง 1–2 ปีในการขึ้นโครงสร้างหลัก เมื่อเปรียบเทียบกับอาคารใกล้เคียงอย่างที่ใช้เวลาก่อสร้างฐานรากนานถึง 3–4 ปี จึงตั้งข้อสังเกตว่าอาคารดังกล่าวอาจมีความแตกต่างด้านมาตรฐานโครงสร้าง และแม้เวลาจะผ่านไปแล้วหนึ่งปี นายศักดิ์ชัย ยอมรับว่ายังคงรู้สึกหวาดกลัว เนื่องจากตนเองพักอาศัยอยู่ไม่ไกลจากจุดเกิดเหตุ
ขณะเดียวกันยังสะท้อนว่า เศรษฐกิจในพื้นที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักหลังเหตุการณ์อาคารถล่ม ต้องใช้เวลานานกว่าจะเริ่มฟื้นตัว อีกทั้งยังเผชิญกับปัจจัยเศรษฐกิจโดยรวมและสถานการณ์ภายนอกประเทศที่ซ้ำเติม ทำให้สภาพเศรษฐกิจในย่านดังกล่าวยังคงซบเซาอยู่จนถึงปัจจุบัน