ศ.ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแผ่นดินไหว สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เปิดเผยในเวทีเสวนา ก้าวข้ามธรณีพิโรธ : นวัตกรรม ววน. พลเกมภัยแผ่นดินไหว เพื่ออนาคตที่ปลอดภัยของไทย จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริม วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม หรือ สกสว.
โดย ศ.ดร.เป็นหนึ่ง กล่าวว่า เรามีกลุ่มวิจัยเรื่องแผ่นดินไหว และทำงานมาเป็นเวลาหลายปี หนึ่งในเรื่องที่เราศึกษาก็เกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นที่ผ่านมาเหมือนกัน โดยแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหวที่ประเทศพม่านั้นมีรอยเลื่อนอยู่เยอะมาก และบางส่วนอยู่ในประเทศไทย
เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ผ่านมาเกิดจากรอยเลื่อนสะกาย ถือเป็นรอยเลื่อนขนาดใหญ่ 1 ใน 3 ลำดับต้น ๆ ของโลก รวมถึงรอยเลื่อนซานแอนเดรียส ในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา และรอยเลื่อนอานาโตเลียตะวันออก ในประเทศตุรกี ซึ่งความจริงแล้ว บริเวณมัณฑะเลย์ ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่เคยเกิดขึ้นแล้วประมาณ 113 ปีก่อน ครั้งนั้นทำลายมัณฑะเลย์ทั้งเมือง ครั้งนี้ก็มีผลคล้าย ๆ กัน
เมื่อเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่รอยเลื่อนสะกาย ได้แผ่คลื่นออกไปโดยรอบ บริเวณใกล้ศูนย์กลางแผ่นดินไหวก็จะสั่นสะเทือนรุนแรง แต่พอห่างไปก็จะมีผลน้อยลง แต่เมื่อถึงประเทศไทย ปรากฏว่าที่กรุงเทพมหานครที่มีอาคารสูงมากมายได้รับผลกระทบรุนแรง เป็นเรื่องที่แปลก เพราะอยู่ห่างตั้ง 1,000 กิโลเมตร
ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ยังไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเคยเกิดขึ้นมาแล้ว ทีมนักวิจัยก็สนใจเรื่องนี้และศึกษาอย่างระมัดระวัง ค้นพบว่า ปัจจัยสำคัญที่สุด คือ สภาพแอ่งดินอ่อน ในกรุงเทพฯ เป็นตัวขยายความรุนแรงแผ่นดินไหวได้ 3-4 เท่าตัว และขยายเป็นคลื่นจังหวะช้า ๆ อาคารสูงก็โยกตัวช้า ๆสอดคล้องกับการสั่นตัวของแอ่งดิน เกิดการโยกไหวที่รุนแรง เรียกว่า การสั่นพ้อง ในขณะที่อาคารเตี้ยจะมีผลกระทบน้อยกว่า
ในเชิงการเตรียมพร้อมรับมือ ต้องออกแบบอาคารสูงให้พร้อมกับสถานการณ์นี้ ซึ่งจากการประเมินก่อนหน้านี้พบว่า โอกาสที่จะเกิดแผ่นดินไหวที่เป็นอันตรายต่อกรุงเทพฯอย่างแท้จริงมี 3 แบบ คือ
แผ่นดินไหวขนาด 7 – 7.5 ที่ จ.กาญจนบุรี
รอยเลื่อนนี้อยู่ในสภาพ หลับอยู่ เมื่อไหร่ที่ฟื้นตื่นขึ้นมาแล้วทำให้แผ่นดินไหวขนาด 7.5 ก็จะส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อ กรุงเทพฯ เพราะระยะห่างแค่ 200 กิโลเมตร
แผ่นดินไหวขนาด 8 ที่ แนวรอยเลื่อนสะกายในประเทศพม่า
เป็นรอยเลื่อนที่มีความยาวตั้งแต่เหนือจรดใต้ จากมัณฑะเลย์ไล่ลงมาผ่านเนปิดอร์ เฉียดเมืองย่างกุ้งลงไปในทะเล ยาวเป็นพันกิโลฯ หากเกิดขนาด 8 ก็ส่งผลกระทบต่อกรุงเทพฯได้ ซึ่งครั้งนี้ก็เกิดขึ้นตามที่กล่าวไว้
แผ่นดินไหวขนาด 8.5 ที่ แนวมุดตัวในทะเลอันดามัน
เรียกว่า แนวมุดตัว อาระกัน ฝั่งตะวันตกของพม่าและอยู่ในทะเลอันดามัน อยู่ห่างจากกรุงเทพฯมากกว่ารอยเลื่อนสะกาย แต่มีศักยภาพที่จะเกิดแผ่นดินไหวได้ถึง 8.5 -9 ริกเตอร์ ดังนั้น ผลกระทบคงไม่น้อยไปกว่ารอยเลื่อนสะกาย
ซึ่งแนวเลื่อนนี้ในอดีต มีการศึกษาโดยทีมผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ พบว่า เคยเกิดขนาด 8.5 หรือใหญ่กว่านั้นมาแล้วหลายครั้ง ล่าสุดเมื่อ 260 ปีที่แล้ว และยังพบว่าบริเวณอาระกันสามารถผลิตแผ่นดินไหววงรอบ 400 – 500 ปี ตอนนี้หลับมา 260 ปีแล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะตื่นขึ้นเมื่อไหร่ อาจจะเร็วกว่าที่คิด หรือช้ากว่าวงรอบปกติก็ไม่แน่นอน เราไม่สามารถประเมินสถานการณ์ได้
ศาสตราจารย์ ดร.เป็นหนึ่ง กล่าวสรุปว่า เราใช้ 3 สถานการณ์นี้ประเมินผลกระทบที่รุนแรงที่สุดที่จะเป็นไปได้ และคำนวณระดับความรุนแรงที่จะเกิดกับอาคารในกรุงเทพฯ ให้กำหนดเป็นมาตรฐานสำหรับการออกแบบอาคาร ซึ่งหากทำถูกต้องตามที่ออกแบบไว้ก็น่าจะมั่นใจได้ว่าอาคารเราทนกับสถานการณ์ร้ายแรงที่สุดได้