ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาในคดีรวมการพิจารณาคดีหมายเลขดำที่ บ.152/2566, บ.362/2565, 2409/2566 หมายเลขแดงที่ บ. 127/2568, บ.128/2568 และ 696/2568 ระหว่าง นายสืบพงศ์ ปราบใหญ่ อดีตอธิบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ผู้ฟ้องคดีที่ 1 กับพวกรวม 28 คน กับ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
โดยคดีนี้นายสืบพงศ์ ฟ้องว่า มติของสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่ให้บอกเลิกสัญญาจ้างกับนายสืบพงศ์ และถอดถอนนายสืบพงศ์ออกจากตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นมติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
และกรณีที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงฟ้องว่า นายสืบพงศ์ กับพวกกระทำละเมิดต่อมหาวิทยาลัยรามคำแหง จากการไม่หยุดปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง และรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหงนั้น
โดยศาลปกครองกลางวินิจฉัย ใน 3 ประเด็น คือประเด็นที่ 1. มหาวิทยาลัยรามคำแหงบอกเลิกสัญญาจ้างนายสืบพงศ์ โดยชอบด้วยข้อสัญญาและกฎหมายหรือไม่ ศาลเห็นว่า การที่คุณวุฒิจากประเทศสหรัฐอเมริกา ที่นายสืบพงศ์สำเร็จการศึกษา ไม่ได้รับการรับรองตามหลักเกณฑ์ของทางราชการ จึงเป็นผู้ไม่มีคุณสมบัติเฉพาะ ในขณะที่เข้าทำสัญญาจ้าง ดังนั้นการที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงบอกเลิกสัญญาจ้างนายสืบพงศ์ จึงชอบด้วยข้อสัญญาและกฎหมาย
ประเด็นที่ 2.มติของสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่ถอดถอนนายสืบพงศ์ ออกจากตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง และแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทน ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลเห็นว่า การที่สภามหาวิทยาลัยรามคำแหงมีมติถอดถอนนายสืบพงศ์ ออกจากตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง โดยให้เหตุผลว่า มีพฤติการณ์ที่เป็นการประพฤติผิดจรรยาบรรณของผู้บริหารตามที่กฎหมายกำหนด และนายสืบพงศ์ได้ใช้คุณวุฒิปริญญาเอกที่ยังไม่ได้รับการรับรองจากทางราชการ มาสมัครเข้าเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย อันถือได้ว่าเป็นผู้ที่ขาดคุณสมบัติมาตั้งแต่ต้น การที่สภามหาวิทยาลัยรามคำแหงมีมติถอดถอนนายสืบพงศ์ออกจากตำแหน่งฯ และแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงเป็นมติที่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลปกครองกลางจึงมีคำสั่งยกฟ้องมหาวิทยาลัยรามคำแหงในส่วนนี้
และประเด็นที่ 3.นายสืบพงศ์กับพวกกระทำละเมิดจากการปฏิบัติหน้าที่ต่อมหาวิทยาลัยรามคำแหงหรือไม่ ศาลเห็นว่า เมื่อศาลได้มีคำสั่งกำหนดวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษา โดยให้ทุเลาการบังคับตามมติของสภามหาวิทยาลัยรามคำแหงที่ถอดถอนนายสืบพงศ์ ออกจากตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง และที่แต่งตั้งผู้รักษาราชการแทน ไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษานั้น นายสืบพงศ์จึงยังคงมีสถานะทางกฎหมาย อำนาจ และหน้าที่ในตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง อันมีผลมาจากคำสั่งกำหนดวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาของศาลในขณะช่วงเวลาที่ใช้บังคับ ดังนั้นนายสืบพงศ์กับพวกจึงมิได้ใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมิได้กระทำละเมิดต่อมหาวิทยาลัยรามคำแหงแต่อย่างใด นายสืบพงศ์กับพวกจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ศาลปกครองจึงมีคำพิพากษายกฟ้องนายสืบพงศ์ในกรณีนี้
ศาลปกครองกลางจึงมีคำพิพากษายกฟ้องนายสืบพงศ์ และยกฟ้องมหาวิทยาลัยรามคำแหง