นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา เปิดเผยผ่าน Facebook หมอเจด ระวังให้ดี ! ปวดท้องแบบนี้ เสี่ยงมะเร็งลำไส้ โดยระบุว่า มีหลายคนชอบทักมาถามว่า “หมอคะ หนูปวดท้องเรื้อรังมานานแล้ว เป็นอะไรรึเปล่า?บางคนก็คิดว่าแค่กินเผ็ดบ่อย หรือเครียดจากงาน แล้วมันก็อืดแน่นท้องไปเองแต่จริง ๆ แล้วบางอาการ ถ้ามาบ่อย ๆ ไม่หายสักที มันอาจจะไม่ใช่เรื่องเล็กอย่างที่คิดก็ได้วันนี้เลยอยากมาเล่าให้ฟังว่า
"ปวดท้องแบบไหนที่ไม่ควรมองข้าม เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนของมะเร็งลำไส้"ไม่ใช่จะมาทำให้กลัวนะครับ แต่อยากให้รู้ไว้ จะได้สังเกตตัวเองได้ทันยิ่งรู้เร็ว ยิ่งตรวจเร็ว ก็ยิ่งมีโอกาสหายได้มากขึ้น
-
ปวดหน่วง ๆ แน่น ๆ ที่ท้องด้านซ้ายล่างแบบบ่อย ๆ
ถ้ารู้สึกว่าช่วงนี้มีอาการแน่น ๆ หน่วง ๆ ท้องด้านซ้ายล่างอยู่บ่อย ๆโดยเฉพาะช่วงบ่าย ๆ หรือหลังมื้อเย็น แล้วเป็นติดต่อกัน นานกว่า 2 สัปดาห์ ไม่หายสักที อันนี้ไม่ควรปล่อยไว้เฉย ๆ เลยตรงมุมนั้นของท้อง จริง ๆ มันเป็นที่อยู่ของลำไส้ใหญ่ฝั่งซ้าย (descending colon) ซึ่งเป็นจุดที่เจอมะเร็งได้บ่อยมากถ้ามีก้อนเนื้อโตขึ้น มันจะไปขัดขวางการเคลื่อนไหวในลำไส้ แล้วก็เลยทำให้เรารู้สึกแน่น ๆ อืด ๆ ปวดแบบเรื้อรัง
-
ปวดท้อง + น้ำหนักลด โดยไม่ได้ตั้งใจลด
อันนี้สำคัญมาก ถ้าน้ำหนักลดไปหลายกิโลทั้งที่กินปกติ ไม่ได้ออกกำลังกายมากขึ้น ไม่ได้ควบคุมอาหาร แต่ลดเอา ๆ โดยไม่รู้สาเหตุ พร้อมกับรู้สึกเบื่ออาหาร ท้องไม่ค่อยสบาย อันนี้เป็นอาการที่น่าสงสัยนะเวลาร่างกายต้องสู้กับอะไรบางอย่างที่ไม่ควรอยู่ เช่นเซลล์มะเร็ง มันจะเผาผลาญพลังงานมากขึ้น ร่างกายจะเริ่มใช้กล้ามเนื้อ ใช้ไขมันแม้เราจะกินเท่าเดิม ร่างก็จะผอมลงแบบไม่รู้ตัว ภาษาหมอเรียกว่า cancer cachexia คือร่างกายเสียกล้ามเนื้อเพราะพลังงานถูกใช้ไปต้านมะเร็ง แม้จะกินอาหารปกติก็ตาม
-
ปวดท้องแล้วถ่ายเป็นเลือด หรืออุจจาระเปลี่ยนแปลกไป
หลายคนชินกับการเห็นเลือดเวลาถ่าย แล้วก็คิดว่าเป็นแค่ริดสีดวง แต่จริง ๆ แล้วอาจเป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนของมะเร็งลำไส้ได้เลยโดยเฉพาะถ้าอุจจาระเริ่ม
- สีคล้ำๆ เหมือนยางมะตอย
- บางคนอึปนมูกเลือด
- มีกลิ่นแรงผิดปกติ
- หรือมีลักษณะแปลก ๆ เช่น แบน ๆ เหมือนดินสอ
พฤติกรรมลำไส้ที่เปลี่ยนไปแบบนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กนะครับ ถ้าเป็นต่อเนื่องหลายสัปดาห์ควรให้คุณหมอตรวจดูอธิบายเพิ่มอีกนิดนะว่า ถ้าอุจจาระแบนเรียว + เลือดปน = อาจเกิดจากก้อนเนื้อที่ทำให้ทางเดินในลำไส้แคบลง ซึ่งเป็นอาการที่พบได้ใน colorectal cancer
-
ปวดท้อง + ท้องผูกสลับท้องเสีย
ถ้ารู้สึกว่า "เอ๊ะ มันแปลก ๆ นะ เดี๋ยวก็ผูก เดี๋ยวก็เสีย" แบบสลับกันไปมาเรื่อย ๆและที่สำคัญคือ ปวดท้องร่วมด้วยเป็นพัก ๆ แบบเรื้อรัง แบบนี้ไม่ใช่อาการธรรมดาแล้วครับพฤติกรรมลำไส้ที่เปลี่ยนไปแบบนี้ อาจจะกำลังบอกว่ามีบางอย่างไปขัดขวางการทำงานของลำไส้เช่นก้อนเนื้อ หรือการอักเสบเรื้อรัง ทำให้ลำไส้ทำงานผิดจังหวะ บางวันก็ช้า บางวันก็เร็ว จนร่างกายงงและจริงๆแล้วท้องผูกสลับท้องเสีย (alternating constipation and diarrhea)เป็นอาการที่พบบ่อยในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ช่วงแรก ๆ โดยเฉพาะคนที่อายุเกิน 50 ปีอาการแบบนี้ถ้าเป็นแค่ 2-3 วันแล้วหายก็อาจไม่ต้องตกใจแต่ถ้าเป็นบ่อย เป็นนาน และโดยเฉพาะถ้ามีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็ง แนะนำตรวจเพิ่มเติม จะได้รู้แน่ ๆ ไปเลย
-
ปวดเบ่งตลอด เหมือนถ่ายไม่สุด (Tenesmus)
ข้อนี้หลายคนไม่รู้ชื่อเรียก แต่หลายคนเคยรู้สึกแน่นอน นั่นคือ"อยากถ่ายตลอด แต่ไม่มีอะไรออก""เพิ่งเข้าห้องน้ำมา แต่รู้สึกว่ามันยังไม่หมด"อาการแบบนี้มันจะทำให้รู้สึกอึดอัด เหมือนมีอะไรคาอยู่ตรงรูทวาร หรือในลำไส้ตอนปลายตลอดเวลา บางคนอาจจะคิดว่าเป็นริดสีดวง ซึ่งมันอาจจะไม่ใช่นะ สาเหตุที่เจอแบบนี้ได้ ก็เพราะอาจมีก้อนเนื้อ หรือมีการอักเสบเรื้อรังในลำไส้ส่วนปลาย ที่ทำให้เกิดแรงกดหรือการระคายเคือง ทำให้ลำไส้เหมือนสั่งให้เราเบ่งอยู่ตลอด ทั้งที่จริง ๆ ไม่มีอะไรให้เบ่งแล้ว เราเรียกอาการแบบนี้ว่า Tenesmus เจอได้บ่อยในมะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย (rectal cancer) และโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง ถ้าใครเริ่มมีอาการแบบนี้ และมันเป็นต่อเนื่องหลายวันต่อสัปดาห์ อย่านิ่งนอนใจครับ ไปเช็กเถอะ เพราะยิ่งรู้เร็ว ยิ่งรักษาเร็ว และโอกาสหายก็สูงขึ้นมาก
เรื่องปวดท้อง ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก ๆ ที่เจอกันบ่อย แต่ถ้ามัน “แปลกไปจากเดิม” และมาพร้อมอาการอื่น ๆ ที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเช่น ถ่ายไม่ปกติ น้ำหนักลด หรือถ่ายเป็นเลือด อย่าปล่อยไว้ครับ ถ้าใครอายุเกิน 45 ปี หรือมีคนในบ้านเคยเป็นมะเร็งลำไส้ ควรตรวจเช็กไว้ก่อน เพราะโรคนี้เจอเร็ว = หายเร็ว และไม่ต้องทนปวดแบบไม่รู้สาเหตุอีกต่อไป เดี๋ยวนี้มีการตรวจคัดกรองแบบเข้าถึงง่ายขึ้น อย่าง FIT Test (ตรวจหาเลือดในอุจจาระ) ที่สามารถทำได้เองที่บ้าน ใช้แค่เก็บตัวอย่างอุจจาระ ดีกว่ารอให้มีอาการหนัก ๆ แล้วค่อยไปตรวจกัน