กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. และคณะ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ร่วมปฏิบัติการตรวจค้นร้าน ‘THAILAND 100 BAHT SHOP’ ซึ่งมีอยู่หลายสาขา จำหน่ายสินค้าทั่วไป ลักลอบขายยาและผลิตภัณฑ์สมุนไพร โดยไม่ได้รับอนุญาต จับกุมผู้ต้องหาที่ไม่ใช่เภสัชกร จำนวน 5 ราย รวมตรวจยึดของกลาง จำนวน 351 รายการ จำนวนกว่า 5,382 ชิ้น
พฤติการณ์สืบเนื่องจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ได้รับการประสานงานจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนว่ามีร้านค้า ‘THAILAND 100 BAHT SHOP’ ซึ่งมีอยู่หลายสาขา สงสัยว่ามีการขายยาและผลิตภัณฑ์สมุนไพรโดยไม่มีใบอนุญาต อย.
เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่ทำการตรวจสอบ พบว่า มีการลักลอบขายยาแผนปันจุบันและผลิตภัณฑ์สมุนไพร ให้ประชาชนทั่วไปโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเภสัชกรอยู่ปฏิบัติการจริง
โดยเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2568 บก.ปคบ และ อย. ได้เข้าร่วมตรวจสอบ ผลการตรวจสอบพบร้าน THAILAND 100 BAHT SHOP มีการขายยาและผลิตภัณฑ์สมุนไพรโดยไม่ได้รับอนุญาต ภายในพื้นที่จตุจักร และประตูน้ำ กรุงเทพมหานคร จำนวน 6 จุด ดังนี้
1. ร้าน 100 บาท ช็อปไทยแลนด์แพลตินั่ม (G1) ภายในตลาดนัดจตุจักร แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ตรวจยึดยาแผนปัจจุบัน 42 รายการ จำนวน 756 ชิ้น และผลิตภัณฑ์สมุนไพร 11 รายการ จำนวน 359 ชิ้น จับกุมตัว น.ส.นงค์ลักษณ์ พนักงานของร้านซึ่งขายยาโดยไม่ใช่เภสัชกร ในข้อหาขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาต, มิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมทำการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมหรือแสดงด้วยวิธีใด ๆ ให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็นผู้มีสิทธิประกอบวิชาชีพดังกล่าว โดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต ตาม พ.ร.บ.ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ. 2537
2. ร้าน 100 BAHT SHOP ภายในตลาดนัดจตุจักร โครงการ 21 ถนนกำแพงเพชร 2 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ตรวจยึดยาแผนปัจจุบัน 45 รายการ จำนวน 443 ชิ้น และผลิตภัณฑ์สมุนไพร 9 รายการ จำนวน 225 ชิ้น ผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพรไม่มีทะเบียน 3 รายการ จำนวน 20 ชิ้น จับกุมตัว น.ส.ชนิสรา พนักงานของร้านซึ่งขายยาโดยไม่ใช่เภสัชกร ในข้อหาขายผลิตภัณฑ์สมุนไพรโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ. สมุนไพร พ.ศ. 2562
3. ร้าน 100 บาท ช็อปไทยแลนด์แพลตินั่ม (G2) ถนนกำแพงเพชร 2 แขวลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ตรวจยึดยาแผนปัจจุบัน 55 รายการ จำนวน 464 ชิ้น และผลิตภัณฑ์สมุนไพร 14 รายการ จำนวน 245 ชิ้น จับกุมตัว Miss THIRI อายุ 27 ปี สัญชาติเมียนมา พนักงานของร้านซึ่งขายยาโดยไม่ใช่เภสัชกรในข้อหาขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาต, มิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมทำการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมหรือแสดงด้วยวิธีใดๆ ให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็นผู้มีสิทธิประกอบวิชาชีพดังกล่าว โดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต ตาม พ.ร.บ.ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ. 2537 เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานหรือทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้
4. ร้าน THAILAND 100 BAHT SHOP ภายในโครงการ 6 ตลาดนัดจตุจักร แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ตรวจยึดยาแผนปัจจุบัน 51 รายการ จำนวน 795 ชิ้น และผลิตภัณฑ์สมุนไพร 12 รายการ จำนวน 174 ชิ้น ผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพรไม่มีทะเบียน 1 รายการ จำนวน 20 ชิ้น
5. ร้าน Thailand 100 baht shop ภายในศูนย์การค้าย่านประตูน้ำ แขวงถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร ตรวจยึดยาแผนปัจจุบัน 24 รายการ จำนวน 278 ชิ้น และผลิตภัณฑ์สมุนไพร 12 รายการ จำนวน 125 ชิ้น ผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพรไม่มีทะเบียน 1 รายการ จำนวน 7 ชิ้น จับกุมตัว Miss YUYA อายุ 22 ปี สัญชาติเมียนมา พนักงานของร้านซึ่งขายยาโดยไม่ใช่เภสัชกรในข้อหาขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาต, มิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมทำการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมหรือแสดงด้วยวิธีใดๆ ให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็นผู้มีสิทธิประกอบวิชาชีพดังกล่าว โดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต ตาม พ.ร.บ.ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ.2537 เป็นบุคคลต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวประกอบอาชีพโดยไม่ได้รับอนุญาต, เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน
6. ร้าน 100 บาท ช็อปไทยแลนด์ ใกล้ศูนย์การค้าย่านประตูน้ำ แขวงถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร ตรวจยึดยาแผนปัจจุบัน 52 รายการ จำนวน 1096 ชิ้น และผลิตภัณฑ์สมุนไพร 19 รายการ จำนวน 459 ชิ้น ผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพรไม่มีทะเบียน 1 รายการ จำนวน 10 ชิ้น จับกุมตัว Miss PANH (ปัน) อายุ 24 ปี สัญชาติลาว พนักงานของร้านซึ่งขายยาโดยไม่ใช่เภสัชกรในข้อหาขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาต, มิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมทำการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมหรือแสดงด้วยวิธีใด ๆ ให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็นผู้มีสิทธิประกอบวิชาชีพดังกล่าว โดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต ตาม พ.ร.บ.ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ.2537 และเป็นบุคคลต่างด้าวได้รับอนุญาตให้ทำงาน ทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิทำได้
รวมตรวจยึดของกลาง จำนวน 351 รายการ จำนวนกว่า 5,382 ชิ้น มูลค่ากว่า 260,000 บาท ยาแผนปัจจุบัน 269 รายการ จำนวน 3,832 ชิ้น, และผลิตภัณฑ์สมุนไพร 82 รายการ จำนวน 1,483 ชิ้น ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไม่ขึ้นทะเบียน 6 รายการ จำนวน 67 ชิ้น ส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปคบ. ดำเนินคดี
จากการสืบสวนขยายผล พบว่าร้านขายของทั้ง 6 ร้าน มีเจ้าของเครือข่ายเป็นบุคคลเดียวกัน โดยจะเลือกทำเลเปิดร้านอยู่ในศูนย์การค้าย่านจตุจักร และประตูน้ำ ซึ่งมีประชาชนและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติแวะเวียนเข้ามาเพื่อซื้อของฝากเพื่อให้ง่ายต่อการลักลอบจำหน่ายโดยไม่มีเภสัชกร แต่มีการลักลอบขายยาแผนปัจจุบัน ยาอันตราย และผลิตภัณฑ์สมุนไพร โดยไม่ได้ขออนุญาตเปิดร้านขายยา
เบื้องต้นการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตาม
- กรณีผู้ขายยาโดยไม่ใช่เภสัชกร จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.วิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ.2537 ฐาน “ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมหรือแสดงด้วยวิธีใดๆ ให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็นผู้มีสิทธิประกอบวิชาชีพดังกล่าว โดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต” ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- กรณีผู้ขายยาโดยไม่ใช่เภสัชกร และเจ้าของกิจการ จะมีความผิดเพิ่มเติมตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 ฐาน “ขายยาโดยไม่ได้รับอนุญาต” ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 10,000 บาท
- กรณีขายผลิตภัณฑ์สมุนไพร จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.ผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ.2562 ฐานขายผลิตภัณฑ์สมุนไพรโดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกินสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และฐานขายผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน ไม่ได้แจ้งรายละเอียด หรือไม่ได้จดแจ้ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- กรณีผู้ขายที่เป็นชาวต่างชาติ จะมีความผิดเพิ่มเติมตาม พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2510 ฐาน “เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานหรือทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้” ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงห้าหมื่นบาท และเมื่อได้ชำระค่าปรับแล้ว ให้ส่งคนต่างด้าวผู้นั้นกลับออกไปนอกราชอาณาจักรโดยเร็ว
เภสัชกรเลิศชาย เลิศวุฒิ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า ขอย้ำเตือนผู้บริโภคให้ระมัดระวังในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สุขภาพ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ยาและผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพร ซึ่งจากการจับกุมพบผลิตภัณฑ์สมุนไพรไม่ขึ้นทะเบียน ซึ่งอาจใช้ไม่ได้ผลในการรักษา หรืออาจปนเปื้อนจากการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน
จึงขอย้ำเตือนพี่น้องประชาชนว่า ผลิตภัณฑ์สมุนไพร อาหาร ยา เครื่องสำอาง จะต้องได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก่อนจำหน่าย โดยสามารถดูเลขทะเบียนหรือเครื่องหมาย อย. ได้ที่ฉลากสินค้า ควรซื้อจากร้านค้าที่มีหลักแหล่งแน่นอน
สำหรับการซื้อผลิตภัณฑ์ยาและผลิตภัณฑ์สมุนไพร ต้องซื้อจากร้านที่ได้รับอนุญาตจาก อย.หรือ สสจ. ซึ่งจะมีเภสัชกรหรือผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการในร้านคอยให้คำแนะนำในการเลือกใช้ยาหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร ให้ถูกต้องตรงตามอาการหรือโรคที่ต้องรักษา หรือการจ่ายยาตามการตรวจวินิจฉัยและสั่งจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพของพี่น้องประชาชน
ทั้งนี้ ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ได้รับอนุญาตจาก อย. ได้ที่ www.fda.moph.go.th และ Line@FDAThai หากพบผลิตภัณฑ์ที่ต้องสงสัยหรือไม่ได้รับอนุญาต สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน อย.1556 หรือผ่าน Email: 1556@fda.moph.go.th Line@FDAThai, Facebook: FDAThai หรือ ตู้ปณ.1556 ปณฝ.กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี 11004 หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ
ด้าน พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ปคบ. กล่าวฝากความห่วงใยมายังพี่น้องประชาชนว่า ยารักษาโรคจะต้องซื้อภายใต้คำแนะนำจากผู้มีความรู้ทางเภสัชกรรม ซึ่งจากการตรวจสอบในครั้งนี้พบพฤติการณ์ร้านดังกล่าวข้างต้น เป็นการขายยาแผนปัจจุบัน และผลิตภัณฑ์สมุนไพรโดยบุคคลที่ไม่มีความรู้ด้านเภสัชกรรม ซึ่งอาจเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
ทั้งนี้ ขอความร่วมมือร้านค้ามินิมาร์ทและร้านค้าโดยทั่วไปหากจะจำหน่ายยาแผนปัจจุบันต้องได้รับอนุญาตและมีเภสัชกรเป็นผู้ขาย มิฉะนั้นจะมีความผิดตามกฎหมาย และฝากความห่วงใยมายังพี่น้องประชาชนว่าว่ายาคือหนึ่งในปัจจัยสี่ ที่ใช้เพื่อรักษาโรคหรือบรรเทาอาการเจ็บป่วยจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้อย่างถูกวิธีและได้รับคำแนะนำในการใช้อย่างละเอียด จากผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม โดยเฉพาะยาอันตรายและยาควบคุมพิเศษซึ่งจะต้องใช้อย่างระมัดระวังตามใบสั่งของแพทย์ เท่านั้น
หากพี่น้องประชาชนพบเห็นร้านขายยาใดมีพฤติกรรมในการใช้พนักงานขายยาที่ไม่ใช่ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมหรือการกระทำความผิดกฎหมายในลักษณะอื่นใดสามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน ปคบ.1135 หรือ เพจ ปคบ.เตือนภัยผู้บริโภคได้ตลอดเวลา
“การเผยแพร่ข่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะของประชาชน ให้รู้เท่าทันภัยอันตรายรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างการตระหนักรู้เป็นวงกว้าง ทั้งนี้ ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ดังนั้น สำหรับการเผยแพร่ข่าวของสื่อมวลชน ขอให้พิจารณาถึงประโยชน์และสิทธิของผู้ต้องหาข้างต้น”