วันนี้ (31 ก.ค.68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานในงาน “Kick off มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยเก็บเกี่ยวอ้อยสดคุณภาพดี เพื่อลดฝุ่น PM 2.5 ฤดูการผลิตปี 2567/2568” โดยสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) กระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมเปิดเผยว่า จากความสำเร็จของมาตรการส่งเสริมการตัดอ้อยสดเพื่อช่วยลดฝุ่น PM 2.5 ในปีนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่ไทยสามารถลดสัดส่วนการเผาอ้อย ลงมาได้ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์
เหลือเพียง 14.86% จากเดิมกว่า 30% ในปี 2567 ซึ่งเป็นผลจากความร่วมมือของภาครัฐ โรงงานน้ำตาล และเกษตรกรชาวไร่อ้อยทั่วประเทศ
อย่างไรก็ดี เพื่อเป็นการตอบแทนความร่วมมือตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นายเอกนัฏ ระบุว่า กระทรวงอุตสาหกรรม ได้รับการเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่เก็บเกี่ยวอ้อยสดคุณภาพดีเพื่อลดฝุ่น PM 2.5 ฤดูกาลผลิตปี 2567/68 จากคณะรัฐมนตรีให้สนับสนุนเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่เก็บเกี่ยวอ้อยสดคุณภาพดี 100% ในอัตรา 69 บาทต่อตันอ้อยสด วงเงินประมาณ 5,175 ล้านบาท โดยมีชาวไร่อ้อยที่มีสิทธิ์ได้รับเงินช่วยเหลือ 126,418 ราย และมีปริมาณอ้อยสดคุณภาพดี 67.95 ล้านตัน คิดเป็นเงินรวม 4,688 ล้านบาท
สำหรับผู้ที่มีสิทธิ์ได้รับการช่วยเหลือ นายเอกนัฏ ชี้แจงว่า จะต้องสมัครและยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐ สแกนบัตรประชาชน ณ สถานที่รับจดทะเบียนชาวไร่อ้อยของสำนักงานคณะกรรมอ้อยและน้าตาลทราย และเป็นสมาชิก I - Industry กระทรวงอุตสาหกรรม ทั้งนี้ เงินที่โอนเข้าบัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มีเกษตรกรชาวไร่อ้อยได้รับเงินแล้ว 77,044 ราย ปริมาณอ้อยสดคุณภาพดี 55 ล้านตัน เป็นเงิน 3,800 ล้านบาท หรือคิดเป็น 60.94% ของเกษตรกรที่มีสิทธิ์ได้รับเงิน และคาดว่าจะสามารถจ่ายเงินให้ได้ครบทุกคนอีกประมาณ 1-2 สัปดาห์
ผมขอบคุณเกษตรกรชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาลที่ร่วมมือกันลดการเผาอ้อยได้ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ที่ 14.86% สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และขอขอบคุณทุกฝ่ายที่มีส่วนสำคัญในการลดเผาอ้อย รัฐบาลตั้งใจที่จะสนับสนุนและดูแลชาวไร่อ้อยที่ทำดี ให้มีรายได้ที่เพิ่มขึ้น มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม โดยสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ร่วมกับ DGA และ ธ.ก.ส. จะเร่งตรวจสอบข้อมูลชาวไร่อ้อยที่ดำเนินการตามเงื่อนไขข้างต้นให้ครบถ้วน คาดว่าจะสามารถโอนเงินงวดต่อไปได้ในสัปดาห์ถัดไป
นอกจากนี้ นายเอกนัฏ ยังเน้นย้ำว่า นโยบายในอนาคตจะมุ่งไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มจากอ้อยอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการนำ “ใบอ้อย” ที่เคยเผาทิ้งมาผลิตเป็นไฟฟ้า หากสามารถนำส่วนนี้มาขายได้ เงินบางส่วนก็จะกลับเข้าสู่ระบบกองทุนเพื่อการเกษตร โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณ อีกทั้งเพิ่มสภาพคล่องให้กับเกษตรกรอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม นายเอกนัฏ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยจะเดินหน้าอุตสาหกรรมอ้อยน้ำตาลในรูปแบบใหม่ที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์แปรรูปที่มีคุณภาพ เช่น น้ำตาลสีเขียว เชื้อเพลิงชีวภาพ ไบโอพลาสติก เป็นต้น ซึ่งไม่เพียงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างรายได้และการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ในระยะยาว
ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลรายใหญ่อันดับสองของโลก และยังเดินหน้าใช้เศรษฐกิจเป็นกลไกต่อรองในระดับนานาชาติ แม้ขณะนี้ทุกคนจะมีความกังวลเรื่องกำแพงภาษีทรัมป์หรือสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา แต่นายเอกนัฏ ยืนยันว่า ทุกคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองในการช่วยกันพลิกฟื้นเศรษฐกิจให้เติบโตมั่นคง และมีอำนาจต่อรองได้