ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 6 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง มีการเปิดให้สมาชิกปรึกษาหารือปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนตามข้อบังคับ ข้อ 18 โดยมี นายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภาคนที่สอง ทำหน้าที่ประธานการประชุม
นางสาวมณีรัตน์ เขมะวงศ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเชียงราย ได้หารือถึงสถานการณ์วิกฤตฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน และแม่ฮ่องสอน
ซึ่งในช่วงหลายวันที่ผ่านมา พบค่าฝุ่นพุ่งสูงเกิน 150 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร หรือสูงกว่ามาตรฐานถึง 4 เท่า อยู่ในระดับอันตรายต่อสุขภาพอย่างยิ่ง
นางสาวมณีรัตน์ ระบุว่า ประชาชนในพื้นที่จำนวนมาก ไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบได้ โดยไม่ใช่ทุกครอบครัวจะมีเครื่องฟอกอากาศหรือห้องปลอดฝุ่น ขณะที่แรงงานกลางแจ้งยังคงต้องทำงานท่ามกลางมลพิษ อีกทั้งยังพบเด็กมีอาการเลือดกำเดาไหล ซึ่งเกิดขึ้นซ้ำทุกปี
นางสาวมณีรัตน์ กล่าวอีกว่า ยังส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวอย่างชัดเจน โดยนักท่องเที่ยวบางส่วนต้องสวมหน้ากากตลอดการเดินทาง และมีการยกเลิกทริปจำนวนมาก ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวในช่วง 2–3 วันที่ผ่านมา ลดลงกว่าร้อยละ 50
นางสาวมณีรัตน์ ชี้ว่า ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่เป็นวิกฤตด้านสุขภาพและเศรษฐกิจที่ยืดเยื้อมากว่า 10 ปี โดยมีสาเหตุหลักจากการเผาไหม้ในพื้นที่ป่า พื้นที่เกษตร รวมถึงหมอกควันข้ามแดน
อ้างอิงข้อมูลจาก GISTDA พบจุดความร้อนจำนวนมากในภูมิภาค โดยในเมียนมาพบกว่า 3,860 จุด บริเวณใกล้ชายแดนพบ 6,863 จุด และในลาว 3,046 จุด สะท้อนว่าฝุ่นจากประเทศเพื่อนบ้านยังคงพัดเข้าสู่ภาคเหนือตอนบนอย่างต่อเนื่อง
นางสาวมณีรัตน์ เห็นว่าควรพิจารณาประกาศเขตภัยพิบัติ ตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อให้สามารถใช้งบประมาณฉุกเฉินช่วยเหลือประชาชนได้ทันท่วงที แต่ปัจจุบันเกณฑ์การประกาศยังสูง ทำให้การช่วยเหลือล่าช้าและไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ พร้อมกันนี้ ได้เสนอ 3 ข้อไปยังรัฐบาล ได้แก่
- ให้จังหวัดเร่งพิจารณาพื้นที่ที่เข้าเกณฑ์ประกาศเขตภัยพิบัติ ตามประกาศวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2563
- ทบทวนหลักเกณฑ์การประกาศเขตภัยพิบัติ โดยควรคำนึงถึงผลกระทบด้านสุขภาพและเศรษฐกิจควบคู่กัน
- เร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการอากาศสะอาด กลับเข้าสู่การพิจารณาภายใน 60 วัน หลังเปิดสมัยประชุมสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 147