สถานการณ์หมอกควันและไฟป่าของจังหวัดเชียงใหม่ รวมทั้งหลายจังหวัดในภาคเหนือ ยังคงทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่จังหวัดเชียงใหม่ หัวเมืองหลักของภาคเหนือ เข้าสู่วันที่ 5 ของช่วงวิกฤตมลพิษทางอากาศ จากหมอกควันและไฟป่า ที่เข้าปกคลุมทั้งในเขตตัวเมืองเชียงใหม่ และทุกอำเภอที่ได้รับผลกระทบ
โดยเช้าวันนี้ ข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ พบว่าในตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ดัชนีคุณภาพอากาศอยู่ที่ 203 AQI อยู่ในระดับสีแดง ค่าฝุ่น PM2.5 อยู่ที่ 104.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
ส่วนบนดอยสุเทพ 204 AQI ค่าฝุ่น PM2.5 อยู่ที่ 78.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร อยู่ในระดับสีแดงเช่นกัน และสูงที่สุดอยู่ที่ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาหลักของการเกิดไฟป่า โดยดัชนีคุณภาพอากาศวัดได้ 458 AQI ค่าฝุ่น PM2.5 อยู่ที่ 332.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
ขณะที่เว็บไซต์ IQAir ซึ่งจัดอันดับเมืองที่ประสบมลพิษทางอากาศมากที่สุดของโลก เช้านี้เมื่อเวลา 08:00 น. เทศบาลนครเชียงใหม่ ยังคงอยู่อันดับหนึ่งของโลกต่อเนื่อง โดยดัชนีคุณภาพอากาศอยู่ในระดับสีม่วง 214 US AQI ค่าฝุ่น PM2.5 อยู่ที่ 138.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
ส่วนสถานการณ์ไฟป่าเช้านี้ของจังหวัดเชียงใหม่ แม้จะลดลงกว่าเท่าตัว แต่ก็ยังพบว่ามีจุดความร้อนจากไฟป่า 303 จุด โดยสูงสุดอยู่ที่อำเภอสะเมิง และอำเภอแม่แตง 42 จุด อำเภอพร้าว 41 จุด อำเภอเชียงดาว 35 จุด และกระจายไปตามอำเภอต่าง ๆ อีก
ส่วนข้อมูลของ 17 จังหวัดภาคเหนือ เช้านี้พบจุดความร้อน 1,467 จุด แบ่งเป็นป่าอนุรักษ์ 842 จุด ป่าสงวนแห่งชาติ 547 จุด และนอกพื้นที่ป่า 78 จุด โดยจังหวัดเชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอนยังคงมีจำนวนสูงสุดของภาคเหนือ
ขณะที่ผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ขณะนี้เริ่มทวีความรุนแรงขึ้น โดยพบว่ามีภาพของเด็กเล็กในพื้นที่เริ่มได้รับผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น เด็กหญิงรายหนึ่งในพื้นที่อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ อายุ 8 ขวบ ผู้ปกครองโพสต์ภาพเลือดกำเดาไหลออกมาเป็นลิ่มเลือด จนต้องดูแลอย่างใกล้ชิด
ผู้ปกครองของเด็กหญิงรายนี้เปิดเผยว่า แม้ในบ้านจะติดตั้งเครื่องกรองอากาศ เครื่องฟอกอากาศหลายตัว แต่ตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ในพื้นที่อำเภอสันทรายเกิดวิกฤตไฟป่า ทำให้ฝุ่นควันสะสมในพื้นที่ บางช่วงค่าฝุ่น PM2.5 พุ่งเกือบ 300 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งปกติลูกสาวจะมีอาการเลือดกำเดาไหลในช่วงวิกฤติหมอกควันทุกปี
แต่ปีนี้ ช่วงแรกอากาศดีไม่มีปัญหา แต่อยู่ ๆ ก็พุ่งพรวดขึ้นมาในช่วงเพียงไม่กี่วัน และอาการของลูกก็เป็นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ดูรุนแรงกว่าเพราะมีเลือดออกมาเป็นก้อนลิ่มเลือด อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยจัดการปัญหาเรื่องนี้โดยเด็ดขาด โดยเฉพาะการจัดการคนเผาให้เด็ดขาดกว่านี้ อย่าอ้างว่าเป็นควันไฟจากเพื่อนบ้าน เพราะหลักฐานชัดเจนว่ามันเกิดไฟป่าในพื้นที่ อยากให้แก้ปัญหาให้ตรงจุดเริ่มต้นจากคนเผานั้นสำคัญที่สุด ขณะเดียวกัน ก็ส่งผลให้เริ่มพบประชาชนล้มป่วย ทั้งอาการเลือดกำเดาไหล แสบตา แสบคอ แสบจมูก และบางรายป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจ
ทางด้านคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ออกมาแนะนำ วิธีรับมือฝุ่นควัน PM2.5 โดยเน้นการป้องกันตนเองทั้งในและนอกบ้าน
- ปิดช่องทางอากาศ ปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด เพื่อลดการแลกเปลี่ยนอากาศกับภายนอกในช่วงที่ค่าฝุ่นสูง / ควบคุมสภาพอากาศภายในบ้าน ตั้งระบบปรับอากาศให้เป็นระบบหมุนเวียนอากาศภายใน ใช้เครื่องกรองอากาศที่มี HEPA
- งดกิจกรรมที่ก่อให้เกิดควันภายในอาคาร หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ จุดธูป เทียนหอม หรือการใช้เตาถ่าน ลดแหล่งกำเนิดมลพิษภายในอาคาร
- จัดพื้นที่ภายในบ้านให้เป็น “ห้องปลอดฝุ่น” เน้นการปิดกั้นไม่ให้ฝุ่นจากภายนอกเข้ามาใช้เครื่องฟอกอากาศช่วยลดปริมาณฝุ่นภายในห้อง โดยเฉพาะในเด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจหรือหัวใจ
- สวมหน้ากาก N95ให้แนบสนิท เพราะหน้ากากทั่วไปป้องกัน PM 2.5 ไม่ดีเท่าหน้ากาก N95