ตามข้อมูลและหลักฐาน ที่กองทัพบกได้แถลงต่อ เอกอัครราชทูต-อุปทูต-ผู้ช่วยทูตทหาร รวมทั้งสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศ เมื่อวันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา ชี้ชัดว่า กัมพูชาเตรียมการที่จะโจมตีชายแดนไทย มีการดัดแปลงภูมิประเทศ ตัดถนน เสริมความแข็งแรงของบังเกอร์ ระดมทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์มาที่แนวชายแดน ตั้งแต่ช่วงเดือน เม.ย.เป็นต้นมา
แหล่งข่าวด้านความมั่นคงให้ข้อมูลกับ PPTV ว่า กัมพูชาเตรียมกำลังทหารจำนวนมากมาสู้กับทหารไทย เฉพาะทหารหลัก (ทหารประจำการ) มีร่วม 30,000 นาย และยังสั่งเตรียมพร้อมทหารกองหนุนอีกเพียบ
โดยพื้นที่ปะทะหลักอยู่ในเขตกองทัพภาคที่ 2 ซึ่งรับผิดชอบโดย "กองกำลังสุรนารี" เราแบ่งพื้นที่เป็น 3 หน่วย ก็คือ ฉก.1, ฉก.2 และ ฉก.3
ทั้งนี้ทหารกัมพูชา ที่วางกำลังเผชิญหน้าทหารไทย ฝั่งตรงข้าม ฉก.1 มีจำนวน 13 กองพัน จุดปะทะเดือดในพื้นที่ คือ ภูมะเขือ, ช่องอานม้า พื้นที่ ฉก.2 มีทหารกัมพูชาวางกำลังฝั่งตรงข้ามจำนวน 7 กองพัน พื้นที่สำคัญ คือ ปราสาทตาเมือนธม, ปราสาทตาควาย ส่วนตรงข้าม ฉก.3 มีทหารกัมพูชา 4 กองพัน นับรวมกำลังทหารกัมพูชาที่เผชิญหน้าทหารกองกำลังสุรนารี มีทั้งหมด 24 กองพัน หรือ ราว 24,000 นาย
โดยแหล่งข่าวฝ่ายความมั่นคงให้ข้อมูลว่า นอกจากกำลังทหารหลักข้างต้นแล้ว "ฮุน เซน" ยังมีการสั่งระดมทหารกองหนุนจำนวนมาก โดยตรงข้าม ฉก.1 จำนวน 40 กองพัน, ตรงข้าม ฉก.2 จำนวน 20 กองพัน, ตรงข้าม ฉก.3 จำนวน 17 กองพัน ทั้งนี้รวม 77 กองพัน หรือ 77,000 นาย ส่วนทหาร BHQ หรือ หน่วยองครักษ์พิทักษ์ฮุน เซน ถูกส่งมาในพื้นที่ช่องบก, และภูมะเขือ 1,000 นาย
ส่วนพื้นที่ "กองกำลังบูรพา" ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของ กองทัพภาคที่ 1 กัมพูชาส่งทหารมาอยู่แนวหน้า 7 กองพัน และมีกองหนุนอีก 11 กองพัน รวม 18,000 นาย แต่แนวนี้เหตุการณ์สงบ ไม่มีการปะทะ
ส่วนตัวเลขทหารกัมพูชาที่เสียชีวิต รัฐบาลฮุน มาเนต ยืนยันว่ามีแค่ 5 นาย แต่เมื่อส่องดูโซเชียลของชาวกัมพูชา มีการลือกันว่า น่าจะเสียชีวิตมากกว่า 3,000 นาย สูญหายอีกนับพัน ที่สำคัญคือชาวบ้านต้องจัดการศพกันเองตามยถากรรม หลายครอบครัวไม่มีแม้แต่โลงศพ หรือ ธงชาติคลุมร่าง ต้องเปิดรับบริจาคเงินทำศพ เพราะรัฐบาลจะให้ความสำคัญกับทหารที่มียศใหญ่โตเท่านั้น