ทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ ประธานเครือข่ายทนายคลายทุกข์ ให้สัมภาษณ์ทีมข่าวพีพีทีวีอธิบายว่า ในอดีตข้อมูลใบสุทธิพระ ไม่ได้อยู่ในฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ ของกระทรวงมหาดไทย ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลตัวตนแท้จริงของพระได้ จึงไม่แปลกใจที่พระอลงกต นำข้อมูลของนายอลงกตที่เสียชีวิตไปแล้วมาใช้เป็นเวลานานกว่า 20ปี
แต่ต่อมามหาเถระสมาคม มีกฎออกมาว่า ผู้ที่ถูกดำเนินคดี ไม่สามารถบวชเป็นพระได้ และมีการประสานข้อมูลตรวจสอบประวัติของผู้ที่จะเข้ามาบวชเป็นพระผ่านทะเบียนราษฎร์
ทนายเดชา บอกว่า ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลว่า ทำไมพระอลงกตถึงสามารถนำข้อมูลของนายอลงกตผู้เสียชีวิตมาใช้ ซึ่งตอนนี้ตำรวจก็ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ มองว่า เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปถึงตัวของพระอุปัชฌาย์ด้วยว่า ทำไมถึงตรวจสอบข้อมูลพระไม่เข้มงวด
หากท้ายที่สุดถ้าพบว่า มีการสวมใช้ข้อมูลคนอื่นจริงๆ ในฐานะเจ้าอาวาสที่ถือเป็นเจ้าพนักงานก็จะมีความผิดฐาน “แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ตาม ม.137” และ “แจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ ตาม ม.267“
ทนายเดชา บอกว่า จากที่เห็นการแถลงข่าวของทีมทนายความวัดพระบาทน้ำพุ มองว่า ตอบแบบตั้งใจรักษาผลประโยชน์ของลูกความ ทำให้เห็นว่าบางเรื่องที่สุ่มเสี่ยงก็จะยังไม่ตอบข้อมูลออกมา แต่เชื่อว่าทนายความน่าจะได้พูดคุยรายละเอียดกับทางพระอลงกตแล้ว และรู้ตัวว่ากำลังจะถูกดำเนินคดีเร็วๆ นี้ จึงต้องการให้ตัวพระอลงกตเป็นผู้ตอบข้อมูลทั้งหมดกับตำรวจเอง
ส่วนที่ทำให้มั่นใจว่าพระกำลังถูกดำเนินคดี เพราะตอนนี้บัญชีกองทุนที่เชื่อมกับเลขบัตรประชาชนนายอลงกต โดนล็อคไม่สามารถโอนเงินบริจาคเข้าได้แล้ว นั่นหมายความว่า มีหลักฐานที่เชื่อได้ว่าเงินส่วนนี้เป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำผิด
ทนายเดชามองว่า ที่ผ่านมามีเรื่องข่าวเรื่องพระกระทำความผิดจำนวนมาก แต่เรื่องพระอลงกตความซับซ้อนมากที่สุด ลักษณะเหมือนทำเป็นขบวนการ มีคนดังเข้ามาเกี่ยวข้อง ถ้าทำโดยสุจริตต้องการหาเงินเข้าวัด ก็เหมือนเป็น “หัวหน้าในทางที่ดี” แต่ถ้าทำในสิ่งที่ดีไม่ดี ก็จะถือเป็น ”หัวหน้าขบวนการ“