นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวประจำสัปดาห์เรื่องการเกาะติดสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชากรณีท่าทีของ ประเทศไทยต่อการประท้วงของกัมพูชาว่า ในประเด็นแรกคือการบังคับใช้กฎหมายไทยต่อพลเมืองกัมพูชาที่รุกล้ำเข้ามาประท้วงในบริเวณบ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว
ยืนยันว่าประเทศไทยได้บังคับใช้กฎหมายภายใน กับบุคคลที่อยู่ภายในเขตแดนของประเทศไทย ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ อย่างที่ฝ่ายกัมพูชาพยายามบิดเบือน
ซึ่งเป็นไปตามหลักอธิปไตยของรัฐ และเป็นไปตามหลักสากลที่ทุกประเทศให้การยอมรับ
ประการที่สองกรณีที่กัมพูชากล่าวหาว่าไทยจงใจบิดเบือนแผนผัง ที่แสดงลักษณะภูมิศาสตร์และตำแหน่งหลักเขตแดนที่ 42 และ 43 ว่าเป็นหลักเขตแดนจริงนั้น จึงขอชี้แจงว่าฝ่ายไทยไม่เคยระบุยืนยันว่าแผนผังดังกล่าวกำหนดเส้นเขตแดนเพราะการเจรจาเรื่องเส้นเขตแดนอยู่ภายใต้อาณัติกลไกกรรมาธิการเขตแดนร่วมหรือ JBC แผนผังที่ฝ่ายไทยนำแสดงดังกล่าวเป็นเพียงการนำพิกัดหลักเขตแดนไปทำภาพจำลองเส้นเขตแดนบนแผนที่ แบบไม่เป็นทางการเพื่อความเข้าใจของประชาชนทั่วไป
ประการที่สามสำหรับข้อกล่าวหาที่ไทยละเมิด MOU 2543 นั้น นายนิกรเดช กล่าวว่า กลับเป็นฝ่ายกัมพูชาเองที่ละเมิด MOU ดังกล่าวโดยปล่อยให้มีการสร้างอาคารสถานที่ชุมชนในพื้นที่ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ และพื้นที่อธิปไตยของไทย ซึ่งไทยได้ประท้วงไปแล้วกว่า 500 ครั้งในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา แต่ฝ่ายกัมพูชากลับเพิกเฉยและไม่ยอมแก้ไข
ประการที่สี่ สำหรับกรณีที่กัมพูชาเรียกร้องให้ไทย ยุติกิจกรรมที่บ่อนทำลายการลดความตึงเครียดตามข้อตกลงหยุดยิงนั้น ขอย้ำว่าประเทศไทยมุ่งมั่นปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด โดยใช้ความอดทนอดกลั้นสูงสุดมาโดยตลอด
“ เราปฏิบัติตาม ปฏิบัติการทางการทหารทุกครั้ง เป็นไปเพื่อป้องกันตนเอง ขณะที่ฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดพันธกรณีข้างต้น โดยเป็นผู้สนับสนุนปลุกปั่นจัดฉากให้ประชาชนกัมพูชาออกมาประท้วงด้วยท่าทีที่ก้าวร้าว ก่อความไม่สงบในดินแดนไทย และใช้ความรุนแรงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจไทย จึงมีเจ้าหน้าที่รับบาดเจ็บหลายราย ทั้งนี้ฝ่ายไทยใช้ตำรวจควบคุมฝูงชนในการควบคุมสถานการณ์บ้านหนองหญ้าแก้ว ไม่ได้ใช้กองกำลังทหารอย่างที่กัมพูชากล่าวหา ” นายนิกรเดชกล่าว
นายนิกรเดช ยังกล่าวว่า การดำเนินตามกฏหมายภายในประเทศก็เป็นไปตามหลักสากล และประการสุดท้ายฝ่ายไทยขอเรียกร้อง ให้ฝ่ายกัมพูชาหยุดขยายชุมชนรุกล้ำเขตแดนไทย และแจ้งให้ประชาชนที่รุกล้ำเขตอธิปไตยของไทยย้ายออกนอกพื้นที่ รวมถึงยุติการปลุกระดมจัดฉากให้เด็ก สตรี พระสงฆ์ ออกมาประท้วงรับหน้าแทน เพราะจะส่งผลให้ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศร้าวลึก ยืนยันว่าฝ่ายไทยเคารพในพันธะกรณียึดมั่นและปฏิบัติตามกลไก JBC และข้อตกลงการหยุดยิงมาโดยตลอด
“ไทยผิดหวังที่กัมพูชายังคงบิดเบือนความจริงกับประชาคมโลก และประชาชนของตนเองอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ไทยเรียกร้องในขณะนี้ คือการแสดงความจริงใจผ่านการกระทำของกัมพูชาในการแก้ไขปัญหา ปัญหานี้เป็นปัญหาที่ไทยไม่ได้ก่อ และไม่ได้เป็นประโยชน์ใด ๆ แก่ประเทศไทย"
นายนิกรเดช ระบุว่า ไทยได้ดำเนินการและใช้โอกาสต่าง ๆ ชี้แจงถึงจุดยืน ท่าที และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาต่อประชาคมโลก เพื่อแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่รักสงบ มีความมุ่งมั่นที่จะยุติความขัดแย้งกับกัมพูชา โดยสันติวิธีผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ ไทยได้ดำเนินการทุกอย่างบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศและหลักสากล สวนทางกับการกระทำของฝ่ายกัมพูชา ที่แม้จะพยายามยืนหยัดว่าประสงค์แก้ไขปัญหาผ่านกลไกทวิภาคี แต่กลับพยายามแสดงตนเป็นเหยื่อ เพื่อนำปัญหาไปสู่เวทีระหว่างประเทศ แสดงถึงความไม่จริงใจในการแก้ไขปัญหา
นายนิกรเดช ย้ำว่าปัญหาความขัดแย้งกับกัมพูชาเป็นสิ่งที่ไทยไม่ต้องการให้เกิดขึ้น เพราะไม่ส่งผลดีต่อประเทศชาติและประชาชนของทั้งสองประเทศ ประเทศไทยมีความจริงใจ สุจริตใจ และตั้งใจจริง คิดจะหาทางออกร่วมกันอย่างสันติกับกัมพูชา