จากเสียงปืนที่ทหารกัมพูชา ยิงก่อกวนเจ้าหน้าที่ไทย เมื่อวันก่อน ทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านภูมิชรอล จังหวัดศรีสะเกษ ยังมีความกังวลว่าจะมีการปะทะกันรอบสอง ทำให้ไม่กล้าซ่อมแซมบ้าน แม้ว่าจะได้เงินเยียวยามาบางส่วนแล้ว เพราะอยากให้สถานการณ์สงบก่อน
โดยหนึ่งในจุดที่ได้รับความเสียหายจากการโจมตีจากกัมพูชา คือ ร้านซักอบรีดเสื้อผ้าทหาร - ตชด. ที่ชื่อ บ้านนักรบ ซึ่งตั้งอยู่ในหมู่บ้านภูมิชรอล ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ
นางรุ่งทิพย์ เสนาพันธ์ อายุ 43 ปี เจ้าของร้าน เล่าว่า เมื่อ 5 วันที่แล้ว เบื้องต้นเพิ่งได้รับเงินเยียวยาให้มาซ่อมบ้านจำนวน 49,500 บาท แต่ว่าช่างประเมินค่าซ่อมแซมเอาไว้ประมาณ 100,000 กว่าบาท จึงรอว่าให้มีการยิงรอบ 2 ให้จบก่อน แล้วค่อยซ่อมแซม เพราะหากมีการยิงปะทะกันอีก วิถีกระสุนจะมาทางเดิมตลอด ตั้งแต่ปี 54
เมื่อวันก่อน ขณะกำลังซักผ้าอยู่ ได้ยินเสียงปืนเล็กดัง ตามแนวชายแดน ซึ่งตนเองอยู่ใกล้ทางขึ้นเขาพระวิหาร จึงอพยพหนีออกไปก่อน ซึ่งน้องชาย ที่อยู่แนวหน้า โพสต์ในเฟซบุ๊กว่า มีการยิงปะทะกันก็เลยอพยพเพื่อความปลอดภัย เมื่อคืนที่ผ่านมา ( 24 ก.ย.) ก็ยังไปนอนบ้านญาติอยู่ในตัวอำเภอกันทรลักษ์ แล้วกลับมาวันนี้ ( 25 ก.ย.) เพราะยังกลัวอยู่
ส่วนความคืบหน้าในการเยียวยา ปั๊มน้ำมัน ปตท.บ้านผือ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นอีกจุดที่ได้รับความเสียหายจากการที่ทหารกัมพูชา ยิงจรวด BM21 เข้ามา จนทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต
ขณะที่เมื่อวันที่ 24 ก.ย.ที่ผ่านมา นางสาวกมนรัตน์ พลเศรษฐเลิศ เจ้าของปั๊มน้ำมัน บอกว่า เดินทางมาเพื่อรอรับมอบเงินเยียวยาช่วยเหลือจากบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) และเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) จำนวน 1 ล้านบาท ซึ่งเป็นการช่วยเหลือกรณีพิเศษ เนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้อยู่ในขอบเขตความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัย เนื่องจากเป็นภัยคุกคามจากการรุกรานของต่างประเทศ ซึ่งไม่ครอบคลุมในเงื่อนไขการประกันภัยทั่วไป
นางสาวกมนรัตน์ บอกว่า ยังกังวลกับสถานการณ์อย่างมาก โดยเฉพาะเหตุการณ์ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 ก.ย.ที่ผ่านมา ที่มีเสียงปืนดังขึ้นบริเวณแนวชายแดน ทำให้ต้องรีบขนย้ายสินค้าและพนักงานออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย ซึ่งเป็นการแจ้งเตือนจากทหารที่ให้ประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยง
พร้อมทั้งย้ำว่า อยากเห็นการดำเนินการที่ชัดเจนและเด็ดขาด เพราะการตรึงกำลังที่ยืดเยื้อเช่นนี้ ทำให้ประชาชนต้องใช้ชีวิตอย่างหวาดระแวง ต้องย้ายของ ย้ายพนักงานอยู่ตลอดเวลา ความรู้สึกยังคงเหมือนกับวันที่เกิดเหตุจรวดตก จะทำมาหากินก็ลำบาก พนักงานก็ไม่มีความมั่นคงในชีวิต
จึงอยากฝากถึงรัฐบาลให้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาความมั่นคงบริเวณชายแดนอย่างเป็นรูปธรรม เพราะชาวบ้านและภาคธุรกิจในพื้นที่ชายแดนได้รับผลกระทบอย่างหนัก ไม่สามารถประกอบอาชีพได้
ในส่วนของการเยียวยาภาคประชาชนนั้น นางสาวกมนรัตน์ บอกว่า จนถึงขณะนี้เงินช่วยเหลือ 5,000 บาท ที่รัฐบาลประกาศไว้ก็ยังไม่ได้รับ พร้อมทั้งวิงวอนให้เร่งจ่ายเงินเยียวยาให้ประชาชนอย่างทั่วถึง เพราะยังไม่รู้ว่าในอนาคตจะต้องอพยพอีกเมื่อไหร่ สำหรับภาคเอกชนอย่างปั๊มน้ำมันของตนเอง ยังไม่ได้รับการเยียวยาใด ๆ จากภาครัฐเลย นอกจากการสอบถามและให้ส่งเอกสารเพิ่มเติม ซึ่งจนถึงปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ ว่าจะได้รับเงินช่วยเหลือจากหน่วยงานใด
แต่ยังต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าที่ปั๊มน้ำมันในฐานะเอกชนไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐเหมือนประชาชนทั่วไป หากต้องปิดบริการทั้งปั๊มน้ำมันและร้านสะดวกซื้อ ก็ยังต้องจ่ายเงินเดือนให้พนักงานตามเดิม ผู้เช่าพื้นที่ในปั๊มที่เปิดร้านค้าก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน