นายเทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการอิสระด้านประวัติศาสตร์และนักเทววิทยา กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสีย การยกเลิก MOU 2543 และ MOU2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ให้ความเห็นกรณีปราสาทคนา จ.สุรินทร์ โดยบอกว่า ส่วนตัวเคยไปที่ปราสาทคนาเมื่อ พ.ศ.2552 พบว่าในเวลานั้นมีแต่ทหารกัมพูชาอยู่ในพื้นที่ ไม่มีทหารไทย โดยปราสาทคนานั้น ตั้งอยู่บนเส้นทางที่เชื่อมระหว่างไทยและกัมพูชาเดินทางเข้าทางไทยไม่ได้
เพราะทหารไทยห้าม ต้องเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังจังหวัดเสียมราฐ โดยใช้ถนนสายอารองเว ผ่านปราสาทต่าง ๆ ก่อนจะถึงพื้นที่ทางขึ้นไปยังบันไดไม้ฝั่งกัมพูชา
ซึ่งมีข้อมูลว่า องค์กรของกัมพูชา คืออัปสรา ซึ่งเดิมดูแลโบราณสถานนครวัดและนครธม ต่อมามีการจัดตั้งองค์กรใหม่ชื่อพระวิหาร เพื่อดูแลปราสาทพระวิหาร ปราสาทตาเมือนธม และอาจรวมถึงปราสาทคนาในอนาคตที่กัมพูชาคาดว่าจะได้ครอบครอง โดยองค์กรดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติ ทั้งในรูปแบบเงินบริจาคและงบประมาณเพื่อการบูรณะ ซึ่งทำให้กัมพูชามีทั้งกำลังและทรัพยากรในการเตรียมยึดครองพื้นที่
นายเทพมนตรี อธิบายว่า ปัญหาหลักของพื้นที่นี้เกิดจาก บันทึกความเข้าใจ MOU 2543 ที่ไทยและกัมพูชายังไม่สามารถตกลงหลักเขตแดนที่ 20 และ 21 ได้ ทำให้ทั้งสองฝ่ายต่างถือสิทธิ์ในพื้นที่ และเกิดการละเมิดข้อ 5 ของ MOU ที่ห้ามดำเนินการใด ๆ ในพื้นที่พิพาท แต่กลับมีการสร้างสะพานไม้ขึ้นไปยังหน้าผาฝั่งกัมพูชา
ส่วนการบุกรุกป่าและผลกระทบต่อชุมชนชายแดน นายเทพมนตรี เผยว่า ทหารกัมพูชาโดยเฉพาะกองทัพภาคที่ 4 ได้ตัดไม้และสร้างบันไดทางขึ้นจากฝั่งกัมพูชา โดยใช้ไม้พะยูงในเขตป่าสงวนของไทย ทำให้เกิดการบุกรุกพื้นที่ชายแดน นอกจากนี้ยังมีการอ้างสิทธิ์ที่ดินในเขตป่าสงวน เช่น พื้นที่บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว ต.โนนหมากมุ่น จ.สระแก้ว ส่งผลให้ชาวบ้านไทยที่มีโฉนดถูกเบียดเบียนพื้นที่ทำกิน
โดยการยึดพื้นที่เช่นนี้ เกิดขึ้นเพราะชาวบ้านกัมพูชาอ้างสิทธิ์ตาม MOU 2543 และใช้แผนที่ 1 : 200,000 เป็นหลักฐานยืนยันว่าอยู่ในเขตของตน
นายเทพมนตรี ย้ำว่า ปราสาทคนาควรเป็นของไทย เพราะตั้งอยู่บนสันปันน้ำ ซึ่งตามหลักภูมิศาสตร์ถือเป็นเส้นแบ่งเขตธรรมชาติ แต่ในทางเทคนิค JBC หรือคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทยและกัมพูชา ยังไม่สามารถระบุได้ชัดว่าควรยึดสันปันน้ำแบบใดระหว่างสันปันน้ำตามอนุสัญญา ค.ศ.1894–1897 ที่ใช้อ้างอิงในอดีต กับสันปันน้ำที่กำหนดจากเทคโนโลยีดาวเทียมในปัจจุบัน ซึ่งอาจให้ผลต่างกันและนำไปสู่ความเสี่ยงของการสูญเสียดินแดน
ส่วนเหตุผลที่ไม่มีนักท่องเที่ยวไทย เยี่ยมชมปราสาทคนา เพราะปราสาทเหล่านี้ตั้งอยู่ในป่าทึบ การเข้าถึงยาก อีกทั้งหน่วยงานรัฐไม่เริ่มขับเคลื่อนพัฒนามีเพียงชาวบ้านที่ขึ้นไปเก็บของป่า
ส่วนทหารกัมพูชาที่เข้ามาประจำการในที่ปราสาทคนา เป็นกลุ่มที่เคยร่วมรบในเหตุปะทะปี 2554 โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลขณะนั้น ภายใต้การนำของ ฮุน เซน ที่ประกาศให้รางวัลแก่ทหารทุกนายที่เข้าร่วมการรบกับไทยด้วยที่ดินและบ้านหนึ่งหลังต่อครอบครัว ผลคือมีการจัดตั้งหมู่บ้านทหารตามแนวอารองเวย์ ระหว่างเมืองเสียมราฐและปราสาทพระวิหาร ถือเป็นหลักฐานของ การสนับสนุนอย่างเป็นระบบจากรัฐกัมพูชา เพื่อครอบครองและปักหลักในเขตชายแดนที่ยังไม่ชัดเจน
ขณะเดียวกัน การสำรวจทางโบราณคดียังไม่เสร็จสิ้น เนื่องจากติดปัญหาเรื่องข้อพิพาทเขตแดน เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นที่ปราสาทเมือนธม เมื่อฝ่ายกัมพูชา ยื่นหนังสือประท้วงไทย อ้างว่าการบูรณะผิดพื้นที่เขตแดน จนไทยต้องหยุดการบูรณะทันที นายเทพมนตรี มองว่า เรื่องนี้สะท้อนถึงความขาดความกล้าของผู้นำในแต่ละยุค ที่ไม่กล้าตัดสินใจเชิงรุกเพื่อคุ้มครองมรดกทางประวัติศาสตร์ของประเทศ
นายเทพมนตรี ระบุว่า ความขัดแย้งต้นเหตุมาจาก การใช้แผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ซึ่งเป็นเอกสารที่กัมพูชาอ้างว่าเป็นผลงานของคณะกรรมการปักปันเขตแดนในอดีต แต่ฝ่ายไทยไม่ยอมรับ โดยเห็นว่าเป็นเอกสารผิดหลักวิชาการ การนำแผนที่ดังกล่าวมาใช้ใน MOU จึงเท่ากับเป็นการใช้หลักฐานปลอมซึ่งจะนำไปสู่ข้อพิพาทที่ไม่สิ้นสุด และควรได้รับการยกเลิกหรือแก้ไขอย่างเป็นทางการ
ทางออกที่ถูกต้องคือการ ยกเลิก MOU 43 และ 44 แล้วจัดทำข้อตกลงใหม่โดยอิงหลักฐานทางประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ที่ถูกต้อง เพื่อยุติการอ้างสิทธิ์ผิดพลาดของกัมพูชา เพราะหากปล่อยไว้ไทยจะไม่สามารถดำเนินการในพื้นที่ชายแดนได้ และเอกสารที่ผิดจะกลายเป็นหลักฐานถาวรในการเสียสิทธิ์เหนือดินแดนในอนาคตได้
เมื่อถามถึงกรณีแม่ทัพภาคที่ 2 ให้สัมภาษณ์ว่า “ปราสาทคนายังไม่ชัดว่าเป็นของใคร” นายเทพมนตรี กล่าวว่า “เขาไม่รู้เรื่อง” พร้อมอธิบายว่า การเข้าใจประวัติศาสตร์ชายแดนต้องอาศัยการศึกษาค้นคว้าเชิงลึก ไม่ใช่เพียงข้อมูลในแบบเรียน แม่ทัพควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เช่น นักโบราณคดีหรือนักจิตรกรรมโบราณในพื้นที่ ซึ่งมีความรู้และเคยสำรวจพื้นที่จริง เพื่อให้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ถูกต้องก่อนให้สัมภาษณ์ต่อสาธารณะ
เพราะคำพูดของเจ้าหน้าที่ระดับสูงอาจถูก ฝ่ายกัมพูชานำไปใช้เป็นข้อมูลอ้างสิทธิ์ในเวทีเจรจา JBC ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อประเทศไทยในอนาคต
ส่วนกรณีที่มีการออกมาเปิดเผยว่าปราสาทไบแบก เป็นโบราณสถานกลางพื้นที่พิพาท นายเทพมนตรี เผยว่า ปราสาทไบแบก ตั้งอยู่ในพื้นที่ราบของจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งยังเป็นเขตพิพาท ระหว่างไทยและกัมพูชา ลักษณะปัญหาเหมือนกับปราสาทคนา ที่ จ.สุรินทร์ กล่าวคือ ไม่มีหลักเขตแดนที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกัน ทำให้กัมพูชาเข้ามายึดไว้ก่อน เพื่อแสดงสิทธิ์ครอบครองตามหลักใครอยู่ก่อนถือสิทธิ์ก่อน ซึ่งกลายเป็นปัญหาซ้ำซากที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดน
นายเทพมนตรี ระบุว่า ปราสาทไบแบกมีความงดงาม โครงสร้างอิฐโบราณจมอยู่ในป่าทึบ แต่กรมศิลปากรของไทยไม่กล้าเข้าไปบูรณะ เพราะพื้นที่มีกำลังทหารทั้งสองฝ่ายประจำอยู่ โดยเฉพาะทหารกัมพูชาที่บางครั้งอ้างการลาดตระเวน แต่แท้จริงคือการตรึงกำลัง รอครอบครองพื้นที่ และเนื่องจากหลักเขตหลายจุดสูญหายหรือถูกเคลื่อนย้ายจึงทำให้เส้นเขตแดนไม่ชัดเจน และต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ อีกทั้งปัญหาในลักษณะนี้ปรากฏในพื้นที่ต่อเนื่อง 3 จังหวัดคือ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว และเชื่อว่าจะยังมีประเด็นใหม่ ๆ ผุดขึ้นอีกเรื่อย ๆ เพราะต้นเหตุทางกฎหมายและภูมิศาสตร์ยังไม่ได้รับการแก้ไข
ส่วนกรณีรัฐบาลมีแนวคิดจัดทำ ประชามติ เพื่อยกเลิก MOU 43–44 นายเทพมนตรี ให้ความเห็นว่า ฝ่ายการเมืองอาจมองในเชิงกระแสและคะแนนนิยม แต่ในทางวิชาการต้องมองที่สาระของข้อตกลงมากกว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจเนื้อหา MOU เพราะเป็นเรื่องซับซ้อนและเข้าถึงยาก ตัวอย่างคือ จำนวนผู้เข้าไปอ่านเอกสารในเว็บไซต์กรมสนธิสัญญาและกฎหมายมีน้อยมาก “แค่เอกสาร 9 หน้า ยังไม่มีใครอ่าน” การจะให้ตัดสินใจผ่านประชามติจึงไม่เป็นธรรม หากไม่มีการให้ข้อมูลอย่างเพียงพอ
ทั้งนี้ นายเทพมนตรี กล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล แม้เพิ่งเข้ามาทำงานในระยะสั้น แต่มีอำนาจตามมติคณะรัฐมนตรีสามารถยกเลิก MOU 43 และ 44 ได้ทันทีเพื่อป้องกันไม่ให้เอกสารที่ผิดกลายเป็นข้อเท็จจริงถาวร และเมื่อยกเลิกแล้ว ควรจัดทำข้อตกลงฉบับใหม่ โดยเปิดเผยและมีส่วนร่วมจากประชาชน