ยังคงต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง สำหรับประเด็นเรื่องการปราบปรามสแกมเมอร์ในกัมพูชา โดยเฉพาะชาวเกาหลีใต้ที่ถูกหลอกไปทำงาน ล่าสุด นายจารุวัฒน์ จิณห์มรรคา รองประธานมูลนิธิอิมมานูเอล(IMF) ให้สัมภาษณ์ในรายการเปิดโต๊ะข่าวของพีพีทีวี บอกว่า ขณะนี้ตัวเลขของเหยื่อชาวเกาหลีใต้ที่ถูกหลอกไปทำงานคอลเซ็นเตอร์ที่กัมพูชา มีจำนวนหลายพันคน อย่างสถิติ เฉพาะปี 2568 ต้นปีถึงปัจจุบัน มีเหยื่อชาวเกาหลีใต้ถูกหลอกมากกว่า 500 คน
นายจารุวัฒน์ บอกว่า ชาวเกาหลีใต้ส่วนใหญ่จะถูกชักจูงให้ไปทำงานเกี่ยวกับ โปรแกรมเมอร์ และการเงินการลงทุน สกุลเงินดิจิทัลต่างๆ เพราะชาวเกาหลีใต้เก่งเรื่องเทคโนโลยี ทำให้จะเห็นว่าในหลายจังหวัดของกัมพูชา เช่น กำปอต หรือ สีหนุวิลล์ จะสร้างตึกไว้หลายๆ อาคาร ลักษณะเหมือนเป็นนิคมอุตสาหกรรมใหญ่โต เพื่อเอาไว้หลอกชาวต่างชาติ อย่างชาวเกาหลีใต้เองก็ถูกหลอกว่า กำลังสร้างนิคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยี อยากได้โปรแกรมเมอร์เก่งๆ ไปทำงานหลังบ้าน ทำให้ชาวเกาหลีใต้ที่มีความรู้ความสามารถ หลงเชื่อไปทำงานกันจำนวนมาก และท้ายที่สุดก็ถูกหลอกไปเป็นสแกมเมอร์ ซึ่งเรื่องนี้ก็ทำให้ทางการเกาหลีใต้ต้องเร่งปราบปราบเพราะ คนที่ถูกหลอกเป็นกลุ่มหัวกะทิของประเทศทั้งนั้น
ส่วนกรณีที่สหรัฐแจ้งข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้แรงงานค้ามนุษย์แก๊งค์คอลเซ็นเตอร์พร้อมยึดทรัพย์นายเฉิน จื้อ กว่า 500,000 ล้านบาทนั้น นายจารุวัฒน์ ให้ข้อมูลว่า เฉิน จื้อ เป็นเหมือนกระเป๋าเงินหลักของฮุนเซน การล็อคเป้าแจ้งข้อหายึดทรัพย์สินต่างๆ อาจสร้างแรงสะเทือนกับธุรกิจสแกมเมอร์ในกัมพูชาอยู่บ้าง แต่ก็ถือว่าไม่กระทบทั้งหมด เพราะ อุตสาหกรรมค้ามนุษย์และคอลเซ็นเตอร์ เม็ดเงินมหาศาล หลักล้านล้านบาท เกินกว่าที่ถูกยึดไปมาก
“การล็อกเป้ากระเป๋าเงิน มันจะทำให้กลไกในพื้นที่แผ่วลงด้วยไหม ผมเชื่อว่าสะเทือนครับ แต่ว่าเขาก็มีอีกหลายกระเป๋าครับ ไม่ได้มีกระเป๋าเดียว มีหลายกระเป๋ามากเลยครับ เพราะว่าเม็ดเงินของเขา รายได้จากการทำอุตสาหกรรมค้ามนุษย์กับคอลเซ็นเตอร์หลักที่ได้มัน ล้านล้านไปแล้ว”
นายจารุวัฒน์ บอกว่า ที่ผ่านมาไทยขอความร่วมมือกัมพูชาปราบสแกมเมอร์หลายครั้ง แต่ก็ถูกปฏิเสธ “กัมพูชาปากพูดว่าจะจัดการให้แต่ก็ไม่เคยทำ เพราะฉะนั้นเราต้องอาศัยนานาชาติมาช่วย อย่างตอนนี้ที่เกาหลีใต้กำลังเข้าไปลุยปราบสแกมเมอร์ในกัมพูชา ประเทศไทยต้องใช้โอกาสนี้ผสมโรงเสนอตัวเข้าไปช่วยด้วย