นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน กล่าวถึง เงื่อนไขและอำนาจต่อรองระหว่างไทย-กัมพูชาใหม่ ระบุว่า ให้เริ่มต้นจาก เอกสารของฝ่ายไทย ในการนำเสนอเพื่อต่อสู้คดีปราสาทพระวิหาร มีหลักฐานชัด เป็นเอกสารคำติงของฝ่ายไทยที่ยื่นหลักฐานต่อศาลโลก
โดยส่วนสำคัญระบุไว้ว่า “สำหรับเขตปักปันที่ 5 น่าจะตกลงกำหนดเขตแดนกัน ได้ที่อันลองเว็งโดยไม่มีปัญหา เพราะเส้นเขตแดนเดินไปตามเส้นสัมปันน้ำ ซึ่งอยู่ที่หน้าผาเห็นได้จากตีนภูเขาดงรัก”
แสดงว่าไม่ได้เห็นจากข้างบนแต่เห็นจากข้างล่าง เป็นที่ยุติว่าสยามอยู่ข้างบน กัมพูชาอยู่ข้างล่าง เส้นเขตแดนคือขอบหน้าผาอย่างเดียว ไม่เอาเรดาร์หรืออย่างอื่น แล้วถ้าหน้าผามาเจอกับแผนที่ MOU จะทำอย่างไร?
นายปานเทพ อธิบายว่า ข้อแรก MOU 2543 ไม่ได้ถูกอนุมัติโดยคณะรัฐมนตรี เพราะเป็นการนำเสนอต่อ ครม. เพื่อทราบ ซึ่งเป็นการขัดรัฐธรรมนูญ ข้อที่สอง MOU 2543 ไม่ได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา ข้อที่สาม รัฐธรรมนูญ บัญญัติไว้ว่า พระมหากษัตริย์ ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจ ในการทำสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึก และสัญญาอื่นกับนานาประเทศ หรือกับองค์กรระหว่างประเทศ
และถ้าสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตอำนาจแห่งรัฐต้องออกพระราชบัญญัติให้เป็นไปตามสัญญา ต้องรับความเห็นชอบจากรัฐสภา ดังนั้นไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา และผู้ลงนามก็ไม่ใช่พระมหากษัตริย์ไทย เป็นแค่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศเท่านั้น
ในส่วนรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่ารัฐบาลต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งรัฐบาลบอกว่าจะต้องทำประชามติเพื่อประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ต่อการยกเลิก MOU จะยกเลิกหรือไม่อยู่ที่ประชาชน
ดังนั้น การแอบไปเจรจากันเองโดย MOU นั้นรัฐบาลทำไม่ถูกต้องใช่หรือไม่ และจะบอกว่ากัมพูชาไม่รับรู้ไม่ได้เพราะกัมพูชาแถลงโต้ทันที ว่าไทยยกเลิกฝ่ายเดียวไม่ได้ ดังนั้นขอคืนสิทธ์นี้ไม่ให้นักการเมืองไม่ให้นักการเมืองใช้สิทธิ์นี้ คืนให้กับประชาชน เพราะนี่คือทางเดียวที่เหลือ
ต่อมาเมื่อไม่มีพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ มาตราที่ 46 ของสนธิสัญญาเวียนนาบอกว่า รัฐจะไม่สามารถอ้างใช้กฏหมายภายในประเทศได้ของตนนับว่าไม่ผูกพันเรื่องกฏหมายระหว่างประเทศที่ลงนามไป
เว้นแต่ประเทศดังกล่าว จะชัดเจนเกี่ยวข้องกับกฏหมายภายใน ที่มีความสำคัญพื้นฐานบทบัญญัติแห่งกฏหมายภายใน ว่าด้วยอำนาจในการจัดทำสนธิสัญญา ซึ่งจะใช้ประเพณีแล้วอ้างเซ็นแทนประเทศไทยไม่ได้ และขัดมาตรา 46 ดังนั้นเรายังมีช่องทางต่อสู้
ย้อนไปในวันที่ 9 พฤษภาคม เป็นพิธีลงนามในอนุสัญญาสันติภาพโตเกียว ระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ในการเจรจาครั้งนั้นต้องเซ็นและทำสัตยาบัน พบว่าที่ประชุมรัฐสภาไทย เอกภาพเป็นเอกฉันท์เอาแผ่นดินไทยกลับมา ซึ่งได้แผ่นดินกลับมาและมีการจ่ายเงิน เพื่อยุตติความขัดแย้ง
แปลว่าเรามีการจ่ายเงินไถ่แผ่นดินกลับมา แล้วจะเอาแผ่นดินไทยกลับไปโดยที่ไม่จ่ายเงินถูกต้องหรือไม่ แต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ถูกบีบ ไม่งั้นจะคัดค้านไม่ให้ไทยเป็นสมาชิกแห่งองค์การสหประชาชาติ ไทยจึงยอมลงนามเซ็นยกเลิกอนุสัญญาโตเกียว ด้วยวอชิงตันแอคคอร์ด ทำให้แผ่นดินที่ได้คืนมาหายกลับไปแบบเดิม
และในวันที่ 9 ธันวาคม 2489 รัฐบาลไทยประกาศยกเลิกอนุสัญญาโตเกียว ค.ศ. 1941 เพื่อเอาแผ่นดินไปคืนฝรั่งเศส แต่ 1. ไม่ปรากฏพระนามของพระมหากษัตริย์ 2. มีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ 2 คนซึ่งไม่ปรากฏชื่อของผู้สำเร็จราชการ 3. ให้มีผลตั้งแต่ลงนามโดยไม่ทำสัตยาบัน คำถามคือทำผิดขั้นตอน และไปรับสนองพระราชโองการจากใคร ซึ่งแปลว่าเป็นโมฆะ
ต่อมาพูดถึงการล่าอาณานิคม วันสหประชาชาติเกิดขึ้นเพราะโลกต้องการสันติภาพ จึงต้องยุติล่าอาณานิคม และมติปฏิญญา 1541 บัญญัติไว้ว่า ประเทศใดที่เป็นลัทธิล่าอาณานิคม ให้คืนแผ่นดินให้กับแผ่นดินเดิม ซึ่งไทยทำสนธิสัญญากับฝรั่งเศสที่เป็นผู้ล่าอาณานิคม เพราะฉะนั้น พระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ และประจันตคีรีเขตต์ ต้องคืนให้ประเทศไทย
ซึ่งตอนนี้ไทยมี 3 ทางเลือก 1. ไปทะเลาะ MOU 2543 2. มองเห็นอนุสัญญาโตเกียวเป็นโมฆะ ไม่มีความเป็นธรรมและทวงคืนตามอนุสัญญาโตเกียว 3. คืนแผ่นดินไทยตามปฏิญญาของสหประชาชาติ เพราะเป็นของประเทศไทยตั้งแต่แรก
ทั้งนี้ นายปานเทพ กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า เรื่องเส้นเขตแดนเป็นการทะเลาะผิดประเด็นใช่หรือไม่ สิ่งที่กำลังทำอยู่คือทวงคืนมณฑลบูรพา และประจันตคีรีเขตกลับคืนเป็นของประเทศไทยใช่หรือไม่ ถ้าใช่ วันนี้แค่เริ่มต้น ไม่ได้ทวงคืนดินแดนแต่ทวงคืนความจริง นำไปสู่การทวงคืนความเป็นธรรม และเมื่อมีโอกาสก็ทวงคืนดินแดน