เพจดังจับโป๊ะ "กัมพูชา"แอบเสริมอาวุธหนักหลังข้อตกลงหยุดยิง?

โดย PPTV Online

เผยแพร่

เพจดังจับโป๊ะ "กัมพูชา"แอบเสริมอาวุธหนักหลังข้อตกลงหยุดยิงหรือไม่ จับสังเกตุจรวดหลายลำกล้อง-ปืนใหญ่อัตตาจร ยังเหลืออยู่มาก!

จากกรณีมีการเผยแพร่ภาพการถอนอาวุธหนักของกองทัพกัมพูชาในช่วงที่ผ่านมานั้น ล่าสุดเพจ “การทูตและการทหาร Military & Diplomacy” ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตุว่า ดูจากภาพการถอนอาวุธหนักของฝ่ายกัมพูชาซึ่งหนึ่งในนั้นมีปืนใหญ่อัตตาจร SH-1 ขนาด 155 มิลลิเมตรผลิตในจีนแบบที่เห็นในภาพรวมอยู่ด้วย ซึ่งในช่วงการปะทะ 5 วันที่ผ่านมา กัมพูชาไม่ได้มีการใช้ปืนใหญ่อัตตาจรรุ่นนี้ในการรบแต่อย่างใด

ถอนอาวุธหนัก FB / การทูตและการทหาร Military & Diplomacy
เพจดังจับโป๊ะ "กัมพูชา"แอบเสริมอาวุธหนักหลังข้อตกลงหยุดยิงหรือไม่

แสดงว่าเพิ่งเสริมกำลังเข้ามาภายหลังจากที่มีข้อตกลงหยุดยิงแล้ว ทำนองเดียวกับอาวุธที่จัดหาจากจีนอีกหลายรุ่น เช่น จรวดหลายลำกล้อง PHL-03 ระบบป้องกันภัยทางอากาศ KS-1C ที่กัมพูชายังไม่ได้นำมารบกับไทยในช่วงการปะทะ 5 วัน จึงนึกขึ้นได้ว่าการที่สหรัฐฯ ยกเลิกคำสั่งห้ามขายอาวุธให้กัมพูชา ต่อให้กัมพูชายังไม่จัดหาอาวุธอะไรจากสหรัฐฯ เลย แต่กัมพูชาก็อาจมีอำนาจต่อรองไปเจรจากับจีนแล้วว่า ถ้าหลังจากนี้จีนไม่ยอมให้กัมพูชาใช้อาวุธที่จัดหาจากจีน เช่น ปืนใหญ่อัตตาจร SH-1 จรวดหลายลำกล้อง PHL-03 ระบบป้องกันภัยทางอากาศ KS-1C แบบที่เคยมีข่าวลือมาก่อนหน้านี้อีก กัมพูชาก็อาจหันไปจัดหาอาวุธจากสหรัฐฯ แทนได้ ซึ่งก็จะทำให้สหรัฐฯ เข้ามามีอิทธิพลเพิ่มขึ้นกลายเป็นคู่แข่งของจีนนั่นเอง เป็นการต่อรองให้จีนให้ไฟเขียวให้กัมพูชาใช้อาวุธหนักได้มากขึ้นนั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ การที่สหรัฐฯ ยกเลิกคำสั่งห้ามขายอาวุธให้กัมพูชา ต่อให้กัมพูชายังไม่จัดหาอาวุธอะไรจากสหรัฐฯ เลย แต่ก็อาจมีผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อไทยได้เหมือนกัน โดยการทำให้กัมพูชามีอำนาจต่อรองให้จีนต้องให้ไฟเขียวกัมพูชาใช้อาวุธหนักของจีนที่กัมพูชามีอยู่แล้วได้โดยอิสระมากขึ้นนั่นเอง

ถอนอาวุธหนัก FB / thaiarmedforce.com
เพจดังจับสังเกตุ ปมกัมพูชาถอนอาวุธหนัก

ด้านเพจ thaiarmedforce.com ก็มีการโพสต์ภาพ จรวดหลายลำกล้องและปืนใหญ่อัตตาจรของกองทัพกัมพูชา พร้อมระบุข้อความว่า ภาพการถอนอาวุธหนักของกัมพูชาแสดงให้เห็นบางอย่างหรือไม่? นั่นคือ อาวุธหนักโดยเฉพาะจรวดหลายลำกล้องและปืนใหญ่อัตตาจรยังเหลืออยู่มาก เหตุใดกองทัพไทยไม่สามารถทำลายอาวุธเหล่านี้ได้สำเร็จจากการปะทะชายแดนไทยกัมพูชา ซึ่งอาจมีได้หลายสาเหตุ เช่น

1.อาวุธยิงไกลรวมถึงเครื่องบินรบฝ่ายเราได้มุ่งไปที่การสนับสนุนกำลังฝ่ายเราที่ปะทะหน้าแนวตามเส้นปฏิบัติการเป็นหลัก จึงไม่ได้เน้นการยิงทางลึกเพื่อทำลายจรวดหลายลำกล้องและปืนใหญ่อัตตาจรเพราะอีกฝ่ายพยายามเข้าตีฝ่ายเราด้วย และเราพยายามรุกคืนเช่นกัน

2. อาวุธฝ่ายเรานำไปใช้ในข้อ 1 จนหมดมือ จึงไม่พอจะนำไปใช้ไล่ล่าทำลายจรวดหลายลำกล้องและปืนใหญ่อัตตาจรได้ อย่างกำลังทางบกต้องมีส่วนสนับสนุนและมีกองหนุนรอไว้ จึงเหลือกำลังน้อย แต่กำลังทางอากาศฝ่ายเราน่าจะยังมีเหลืออยู่ แต่ต้องยอมรับว่ารอบนี้แนวรบกว้างมาก กำลังต้องกระจาย

3. ฝ่ายไทยเจอปัญหาเรื่องการค้นหาเป้าหมาย คือ อาวุธมี แต่การหาเป้าไม่สำเร็จ พูดให้เข้าใจง่าย ๆ คือ หาไม่เจอ เพราะฝ่ายเราขาดสิ่งสนับสนุนด้านข่าวกรอง รวมถึงการลาดตระเวนเฝ้าตรวจติดตามเป้าที่ดีและเพียงพอ เลยทำให้ไม่สามารถทำลายได้หรืออาจจะเจอแต่ระบบไม่มีการบูรณาการ คือคนที่เจอไม่มีอาวุธจะยิงได้ แต่คนมีอาวุธก็ไม่มีคนเอาเป้ามาให้

4. มีข้อจำกัดการใช้อาวุธทางลึก จากแนวทางการใช้กำลังที่รัฐบาลหรือกองทัพกำหนดเพื่อไม่ให้มองเป็นการใช้อาวุธไปเกินกว่าระดับการป้องกันตัวเอง เช่น ไม่ใช้เครื่องบินบินล้ำแดน แต่ให้ปล่อยอาวุธข้ามไปเท่านั้น จึงจำกัดว่าอาวุธระยะไม่พอหรือไม่เหมาะสมกับเป้า

5. อีกฝ่ายซ่อนพรางปกปิดและไม่นำอาวุธหนักเหล่านี้เข้ามาใกล้แนวรบแต่แรก อาจเป็นส่วนกองหนุนหรืออื่น ๆ เราจึงเจอปัญหาทั้งข้อ 3-4 รวมกัน

ทั้งนี้ เราไม่มีข้อมูลยืนยันว่าอีกฝ่ายเสียจรวดหลายลำกล้องและปืนใหญ่อัตตาจรไปแค่ไหน เหมือนมีภาพหลุดมาบ้างแต่ไม่มาก อย่างฝ่ายเราเคยมีพูดถึงประมาณว่าทำลาย PHL-03 ไปได้บ้าง

จากทั้งหมดนี้ ฝ่ายไทยต้องหาทางแก้ไขปรับปรุง เพราะเราก็ทราบดีว่าถ้าอีกฝ่ายยังคงมีอาวุธหนักเหล่านี้อยู่ในมือ ก็จะมีความมั่นใจที่จะริเริ่มใช้กำลังกับฝ่ายเราได้โดยไม่เกรงกลัวมากนัก ด้วยคิดว่าตัวเองมีกำลังเหนือกว่า ดังเช่นที่ฝ่ายเขาก่อสงคราม #ไทยกัมพูชา ในครั้งนี้ และฝ่ายเรามีปัญหาในการป้องกันอาวุธเหล่านี้อยู่แล้ว

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ