“บิ๊กโจ๊ก” จวก “บิ๊กต่าย” ใช้อำนาจไม่เป็นธรรม ปมให้ออกจากราชการ

โดย PPTV Online

เผยแพร่

“บิ๊กโจ๊ก” จวก “บิ๊กต่าย” ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ-ไม่เป็นธรรม ปมให้ออกจากราชการ รับคนบ้านปทุมวันคือตนเอง เผยหากเกลียดตนก็ไม่เป็นไร แต่หากรักองค์กรจริงต้องปกป้องและปราบปรามผู้ที่ทำให้องค์กรเสื่อมเสีย

ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร โดยใช้เวลานานกว่า 3 ชั่วโมง พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ว่านอกจากการให้ข้อมูลต่อ กมธ.ความมั่นคงฯ ยังได้ยื่นเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องเส้นทางการเงินและการรับผลประโยชน์จากเว็บพนันของตำรวจกว่า 30 คน เพิ่มเติม  

 

บิ๊กโจ๊ก ช่างภาพพีพีทีวี
“บิ๊กโจ๊ก” จวก “บิ๊กต่าย” ใช้อำนาจไม่เป็นธรรม ปมให้ออกจากราชการ

ซึ่งก่อนหน้านี้มีหนังสือไปถึง พลตำรวจเอก กิตติ์รัตน์ พันธุ์เพ็ชร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตั้งเเต่วันที่ 20 สิงหาคม 2567

และคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) เคยชี้มูลไปแล้ว แต่ตอนนี้ผ่านไปกว่า 1 ปี พลตำรวจเอกกิตติ์รัตน์ ยังนิ่งเฉย แม้จะอ้างว่าได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วก็ตาม 

นอกจากนี้ ตนเองยังได้นำเอกสารเส้นทางการเงินเว็บพนันที่เชื่อมโยงไปถึงตำรวจ PCT4 ซึ่งเป็นชุดทำงานที่ถูกเเต่งตั้งมาเพื่อปราบปรามเว็บพนัน โดยมี พลตำรวจโทไตรรงค์ ผิวพรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจไซเบอร์ อยู่ในชุดทำงานนี้ด้วย และเกี่ยวพันกับ สส. ช.ช้าง เพราะเส้นทางการเงินเชื่อมโยงกัน

พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ ยืนยันว่า หลักฐานเรื่องเส้นทางการเงินที่ตนเองยื่นไป ได้ให้ความยุติธรรม ตนเองไม่เชื่อว่าบุคคลเหล่านั้นจะรับเงิน แต่ในเมื่อวันนี้ตนเองไม่ใช่ตำรวจ เป็นประชาชนที่จ่ายภาษี จึงมีสิทธิ์ยื่น กมธ.ให้ตรวจสอบ หากเป็นจริงตามที่ร้องเรียนไปนั่นหมายความว่าท่านมีหน้าที่ปราบปรามแต่กลับรับเงินเสียเอง

ขณะเดียวกัน นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงษ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ได้เปิดเผยข้อมูลนี้เช่นกัน แต่รายละเอียดเรื่องเงินต่าง ๆ มีการโอนเงินไปยังข้าราชการตำรวจบางคนกว่าหนึ่งร้อยครั้ง และยังพบเส้นทางการเงินโอนไปให้ภรรยาบิ๊กต.เต่า, พี่ชาย บิ๊กต.เต่า, นายเวรบิ๊กต.เต่า และพี่สาวบิ๊กต.เต่า แสดงให้เห็นว่าบิ๊กต.เต่า เกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฎหมายทุกเรื่อง 

พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ ยังกล่าวถึงกรณีเรื่องข้อสอบมหาวิทยาลัยชื่อดัง ที่เคยยื่นร้องต่อ กมธ. ว่าพลตำรวจเอกกิตติ์รัตน์ ใช้อำนาจโดยมิชอบ ในการเเต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการวินัยกับตนเองอย่างไม่เป็นธรรม โดยยืนยันว่า ตนเองไม่ได้โกงข้อสอบและไม่มีพยานหลักฐานใด ๆ มาถึงตนเองด้วย ถึงแม้ผู้ดูแลข้อสอบของมหาวิทยาลัยดังจะนำเอกสารไปให้ตำรวจชั้นประทวนนายหนึ่งซึ่งเป็นลูกน้องของตนเอง เเต่ข้อสอบดังกล่าวตนเองไม่เคยได้รับเเละไม่เคยเปิด อีกทั้งการตั้งคณะกรรมการทางวินัยจะต้องดำเนินการก็ต่อเมื่อกระทำความผิดหรือถูกกล่าวหาในคดีอาญา แต่กรณีนี้ตนเองยังไม่ได้ตกเป็นผู้ต้องหาและไม่ได้ถูกดำเนินคดีอาญา แต่กลับถูกตั้งคณะกรรมการทางวินัย โดยมองว่าไม่เป็นธรรมกับตนเองและเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ 

ส่วนการประชุมในภาคบ่ายจุดเริ่มต้นเกิดจาก นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสต์เรื่อง "ตั๋วหนู" ที่มีการแต่งตั้งนายตำรวจยศพันตำรวจโท ซึ่งเป็นตำรวจข้างกายนายกรัฐมนตรีและเกี่ยวข้องกับคดีผับจินหลิงและคดีตู้ห่า ซึ่งตำรวจนายนี้ถูกตนเองดำเนินคดี และตอนนี้คดีอยู่ในชั้นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีพลตำรวจเอกกิตติ์รัตน์ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงคำพูดที่ตนเองเคยพูดว่าตำรวจเป็นองค์กรอาชญากรรมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ โดยพลตำรวจเอกกิตติ์รัตน์มองว่าคำพูดดังกล่าวรุนเเรงเกินไป เป็นคำพูดที่ทำให้ตำรวจเจ็บช้ำ ประเด็นดังกล่าวพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ ระบุว่า ตอนนี้สังคมมองว่าตำรวจไม่ได้ทำดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับการปราบปรามเเก๊งสแกมเมอร์และเว็บพนัน การที่ตนเองพูดว่าตำรวจเป็นองค์กรอาชญากรรม ตนเองไม่ได้เหมารวมถึงตำรวจทั้งเเผ่นดิน แต่พูดถึงตำรวจบางกลุ่ม โดยเฉพาะตำรวจไซเบอร์ที่มีหน้าที่ปราบปรามเว็บพนัน แต่สุดท้ายตำรวจบางนายกลับรับเงินและมีผลประโยชน์จากเว็บพนัน ซึ่งตำรวจเพียงหยิบมือเดียวทำให้ตำรวจกว่า 2 แสนคน ต้องเสียหาย สิ่งที่พลตำรวจเอกกิตติ์รัตน์ควรทำคือรีบแก้ไขและจัดการปัญหาดังกล่าว ไม่ใช่มาพูดโต้แย้งกับตน พออธิบายกับสังคมหรือตอบคำถามกันไม่ได้ก็พยายามจะเอาตำรวจทั้งประเทศมาพูดให้เกลียดชังตน 

ส่วนเรื่องเส้นทางการเงินจากเว็บพนันไม่มีความเชื่อมโยงมาถึงตนเองแม้แต่ทางเดียว ตนเองถูกให้ออกจากราชการ แต่ตำรวจบิ๊กต.เต่า มีเส้นทางการเงินเชื่อมโยงไปถึงคนใกล้ชิดเป็นจำนวนมาก แต่กลับไม่ถูกดำเนินการใด ๆ โดยมองว่าพลตำรวจเอกกิตติ์รัตน์เลือกปฏิบัติ 

ผู้สื่อข่าวยังถามถึงกรณีพลตำรวจเอกกิตติ์รัตน์ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเมื่อเช้า โดยระบุว่า "คนบ้านปทุมวันไม่ควรทำร้ายบ้านตัวเอง" กรณีดังกล่าวมองว่าพลตำรวจเอกกิตติรัฐหมายถึงใคร พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ยอมรับว่า หมายถึงตนเองเเน่นอน เพราะตนเองเป็นคนบ้านปทุมวัน ท่านจะเกลียดผมไม่เป็นไร แต่หากรักองค์กรจริงท่านจะต้องปกป้องและรักษาองค์กร ช่วยกันปราบปรามผู้ที่ทำให้องค์กรเสื่อมเสีย 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ