กลายเป็นประเด็นดรามาบนโลกโซเชียล หลังจากที่มีการเผยแพร่ตัวอย่างรายการ WOODY AVENGERS ของ “วู้ดดี้” วุฒิธร มิลินทจินดา ในตอน “อาหารที่คิดว่าดี อาจกำลังทำร้ายร่างกาย” ที่มีการกล่าวถึงนมวัวไทย โดยมี “วู้ดดี้” เป็นพิธีกร และมีแขกรับเชิญมานั่งพูดคุยถึงกรณีดังกล่าว จนเกิดเป็นดรามาว่าเป็นการด้อยค่านมวัวขึ้น
จากตัวอย่างรายการดังกล่าว แขกรับเชิญพูดถึงนมวัวไทยว่า นมวัวไทยส่วนมากไม่ใช่นมแท้ เป็นนมผงผสม ไปเมืองนอก ไปกินชีสบ้านเขา ทำไมท้องไม่อืดเหมือนกินที่เมืองไทย
แขกรับเชิญยังยกตัวอย่างว่าตนเองดื่มแล้วแพ้ ผดผื่นขึ้น ถูกบังคับให้กินนมมาตั้งแต่เด็ก กินแล้วก็สูง แต่ว่ามีผื่นขึ้นแขนทั้งสองข้างที่เกิดจากแพ้นมวัว เพราะเป็นภาวะแพ้แล็กโทส
นอกจากนี้ แขกรับเชิญยังพูดว่า นมรีดสดใหม่บูดง่าย ถ้าอยู่เมืองไทยอยากกินนมจริง ไม่ใช่นมผง ต้องเป็นนมวัว 100% และมีการระบุว่า “ของแท้มีน้อยกว่าที่คิด และบางกล่องอาจไม่เคยแตะวัวจริงเลย”
ผู้เชี่ยวชาญ - นักวิชาการโต้ เป็นข้อมูลบิดเบือน ไม่ถูกต้อง ขาดการคัดกรอง
หลังจากที่คลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและตื่นตระหนกในหมู่ผู้บริโภคเกี่ยวกับคุณภาพของผลิตภัณฑ์นมไทย ทำให้ชาวเน็ต นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญต่างแสดงความเห็นถึงประเด็นดังกล่าว ตัวอย่างเช่น ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Anusorn Jasanchuan สัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์มโคนมและการผลิตน้ำนมในประเทศไทย พศ. 2557 และ ผู้ควบคุมฟาร์มสัตว์เคี้ยวเอื้อง พศ. 2566 โพสต์ให้รายละเอียดใน 3 ประเด็น ได้แก่
นมโคสดแท้ 100% นั้นหายาก
จริง ๆ ไม่ยากเลยครับ เราเดินเข้าห้างก็จะเจอแล้วอย่างน้อย 3 - 5 ยี่ห้อ เพียงแต่เราต้องอ่านฉลากข้างกล่อง อย่าอ่านแต่หน้ากล่อง เพราะข้อความหน้ากล่องส่วนใหญ่เป็นคำโฆษณาเราก็จะเห็นว่าเติมนั่นเติมนี่เต็มไปหมด ถ้าเราอ่านแค่นั้นเราก็รู้แค่นั้น ถ้าเราอ่านมากกว่านั้นเราก็จะรู้ว่าจะเลือกกินอันไหนดี ... ไม่ยาก
นมวัวไทยไม่มีคุณภาพ ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย ยา ฮอร์โมน สารเคมี ฯลฯ
สิ่งที่แขกรับเชิญพูดออกมานั้นแสดงว่าเขาอาจจะไม่รู้จักอุตสาหกรรมนมโคมากพอ .. กว่าจะได้นมมา 1 กล่อง เขาผ่านกระบวนการอะไรมาบ้าง เริ่มตั้งแต่มาตรฐานฟาร์ม มาตรฐานการเลี้ยง การให้อาหาร การดูแลสุขภาพวัว ความสะอาดในการเลี้ยงดู วิธีการรีดนมและความสะอาดของการรีดนม (milking routing and milking hygiene)
พอได้นมมา 1 ถัง เขาต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบเยอะแยะมากมาย กว่าจะได้เข้าไปสู่โรงงานแปรรูป และโรงงานแปรรูปก็ถูกควบคุมมาตรฐานการแปรรูปนมอีกหลายขั้นตอน แนะนำให้ไปอ่านเรื่อง
CMT, Alcohol test, Clot on boiling test, Titratable acidity test, Freezing point, Specific gravity test, Methylene blue test, Resazurin test, Somatic cell count, Standard plate count, Coliform bacterial count, Thermoduric bacterial count, และการทำสอบการตกค้างของยาปฏิชีวนะ Delvo test หรือ มาตรฐานที่เทียบเท่า
นอกจากนี้น่าจะต้องรู้จักระบบทำความสะอาดดูแลเครื่องจักรอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตนมด้วย เช่น ระบบ Cleaning In Place : CIP , ระบบ Cleaning Out Place : COP, มาตรฐานการทดสอบสารเคมีตกค้างในน้ำนมต่าง ๆ
ถ้าจะลงลึกกว่านั้นก็ไปดูเรื่ององค์ประกอบน้ำนม (milk composition) เช่น เปอร์เซ็นต์ไขมัน (%Fat), เปอร์เซ็นต์โปรตีน (%Protein), ของแข็งในน้ำนมรวม (Total solid), ของแข็งไม่รวมไขมัน (Solid not fat) ฯลฯ
ทั้งหมดนี้ คือสิ่งที่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ถูกทดสอบกันทุกวัน วันละ 2 ครั้ง เช้า - เย็น (เพราะศูนย์รับน้ำนมเปิดรับนมวันละ 2 รอบ เช้ากับเย็น) ถ้าคุณไม่เชื่อระบบการควบคุมคุณภาพน้ำนมโคแบบนี้ ผมว่าคุณก็ไม่ต้องกินนมวัวหรอกครับ แต่อย่าสร้างข้อมูลที่ผิดเพี้ยนให้กับคนอื่นเลย มันเป็นบาป
Grass Fed milk ... หากินยาก ราคาแพง
คำถามคือ ... คุณสามารถซื้อนม Grass fed milk ได้สูงสุดแบบสบายใจไม่บ่นว่าแพงได้ที่ราคาลิตรละเท่าไหร่..?? แล้วคุณรู้จัก Grass fed milk ดีพอหรือยัง
วัวนม 1 ตัว ต้องการพลังงานสำหรับการดำรงค์ชีวิตให้อยู่รอดไปวัน ๆ สำหรับการเดินแทะเล็มหญ้าเพื่อหาอาหารเข้าท้องเฉย ๆ นี่ ขั้นต่ำก็ต้องใช้พลังงานไม่น้อยกว่า 10 กว่า Mcal แล้ว (เมกะแคลลอรี่) ถ้าต้องเลี้ยงลูกด้วย หรืออุ้มท้องด้วย ให้นมด้วย ก็ต้องการพลังงานไม่น้อยกว่า 35 ถึง 40 เมกะแคลลอรี่/วัน นี่ยังไม่รวมช่วงที่เป็น peak milk ของวัวนมด้วยนะ
ถามหน่อยครับว่าหญ้าชนิดไหนในประเทศไทยที่สามารถให้พลังงานได้มากมายขนาดนั้น .. คำตอบคือ .. ไม่มีเลย แปลว่าถ้าคุณอยากได้ Grass fed milk คุณก็ต้องยอมให้วัวผลิตน้ำนมน้อย ๆ วันละ 2 กิโล 3 กิโล พอ เพื่อที่จะได้ใช้พลังงานน้อยลง เผื่อวัวจะขยันกินหญ้าตะบี้ตะบันกินให้ท้องแตกกันไปข้างนึงจะได้นม Grass fed milk มาซักหน่อย
ถ้าอยากได้เยอะก็เลี้ยงหลายตัว เลี้ยงหลายตั้วแปลงหญ้าก็ต้องเยอะ ต้นทุนค่าเลี้ยงดูก็สูงขึ้น นมที่ได้มาก็ต้องแยกไลน์การผลิตออกจากนมปกติ ถ้าได้นมปริมาณน้อย ๆ ไปลงทุนในเครื่องจักรแปรรูปขนาดใหญ่แปลว่าต้นทุนก็ต้องสูงขึ้นหลายเท่าตัว พูดง่าย ๆ คือมันไม่คุ้มที่จะรันเครื่องจักรนั่นเอง
แล้วก็ต้องย้อนกลับมาถามอีกแหล่ะว่า คุณจะยอมซื้อนม Grass fed milk ได้สูงสุดที่ราคาเท่าไหร่ ... ??? ดังนั้น มันแพงแน่นอนอยู่แล้วครับ
ถ้าคุณมีสภาพอากาศที่ดี ไม่ร้อน อากาศเย็นตลอดทั้งปี มีแปลงหญ้าที่ดีมีคุณภาพ มีหญ้าสดให้กินได้ตลอดทั้งปีและปริมาณเพียงพอ มีสายพันธุ์วัวที่ดี มีคนเลี้ยงที่ดี มีเทคโนโลยีที่ดี คุณก็ทำ Grass fed milk ได้ แต่ถ้าจะมาทำ Grass fed milk ที่เมืองไทยก็ลำบากตั้งแต่ข้อแรกแล้วครับ
สิ่งสำคัญคือการ optimized ระหว่างวัวกับคนให้เหมาะสมต่างหาก เราอยากได้นมคุณภาพดีก็เลี้ยงเขาดีๆ ให้วัวมีสุขภาพดี แต่ถ้าคิดว่าอยากให้วัวมีสุขภาพจิตดี สุขภาพกายดี แต่คนเลี้ยงแย่มันก็ไปไม่รอด เราไม่ได้เลี้ยงวัวอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ เนาะครับ อันนี้ต้องเข้าใจ
ทั้งนี้ทั้งนั้น ... อย่าพึ่งเชื่อในสิ่งที่ผมพูดไปนะครับ คิด พิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบถึงความสมเหตุสมผลซะก่อน ถึงเชื่อ ปล. ไม่ได้ต้องการจะบอกว่าเราแน่มาจากไหน แค่อยากจะให้ข้อมูลในฐานะที่เราเป็นสัตวแพทย์ที่อยู่ในวงการโคนมมาพอสมควร ถึงแม้นประสบการณ์อาจจะสู้กับแขกรับเชิญของรายการไม่ได้ก็ตาม
ขณะที่ รศ.น.สพ.ดร. สุดสรร ศิริไวทยพงศ์ รองศาสตราจารย์ ภาควิชาสูติศาสตร์ เธนุเวชวิทยา คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ให้รายละเอียดเรื่องการแพ้นมวัว ระบุว่า คนที่ “แพ้นมวัว” ไม่ได้แพ้เพราะมีสารเคมีเจือปนในนม แต่แพ้เพราะ ร่างกายของเขามีปฏิกิริยากับ “โปรตีนในนมวัว” เอง
โปรตีนที่มักเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ ได้แก่ เคซีน (Casein) เวย์โปรตีน (Whey proteins) เช่น เบต้าแลกโตกลอบูลิน และอัลฟ่าแลกทัลบูมิน เมื่อร่างกายของผู้แพ้รับนมเข้าไป ระบบภูมิคุ้มกันจะเข้าใจผิดว่าโปรตีนนั้นเป็นสิ่งแปลกปลอม จึงสร้างสารภูมิต้านทาน (IgE) ขึ้นมา แล้วกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ เช่น ผื่น คัน ลมพิษ ปวดท้อง อาเจียน ท้องเสีย หายใจมีเสียงวี้ด หรือแน่นหน้าอก ในรายรุนแรงอาจถึงขั้น ช็อกจากภูมิแพ้ (anaphylaxis)
ส่วนคนที่ “ดื่มนมแล้วท้องเสีย” แต่ ไม่ใช่ภูมิแพ้ มักเกิดจาก “การย่อยน้ำตาลแลคโตสไม่ได้” (lactose intolerance) ซึ่งเกิดจากขาดเอนไซม์แลคเตสในลำไส้ ไม่ใช่เพราะสารเคมีใด ๆ ในตัวนมเลยครับ
โดยทั่วไป นมที่ขายในร้านหรือซูเปอร์มาร์เก็ต จะมีการผลิตภายใต้กระบวนการที่ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะอย่างมาก ตัวอย่างประเภทนมและกระบวนการผลิต
- นมพาสเจอร์ไรส์ (Pasteurised milk) ผ่านความร้อนพอฆ่าเชื้อ แต่ไม่เติมสารกันบูดส่วนประกอบ 100% นมวัวแท้
- นมยูเอชที (UHT หรือ Long-life milk) ผ่านความร้อนสูงมากเพื่อยืดอายุการเก็บ ไม่มีการใส่สารกันเสียเช่นกัน
- นมเสริมวิตามิน (Fortified milk) เติมวิตามิน A และ D เพื่อเสริมคุณค่าทางอาหาร ไม่ใช่สารเคมีอันตราย แต่เป็นสารอาหารที่จำเป็น
- นมรสช็อกโกแลต สตรอเบอร์รี รสอื่น ๆ มีการเติมน้ำตาล กลิ่นรสธรรมชาติหรือสังเคราะห์ และสารช่วยคงตัว (เช่น คาราจีแนน) สารเหล่านี้ ผ่านการรับรองความปลอดภัยจากหน่วยงานอาหารและยา
บางคนเข้าใจว่านมที่ขายทั่วไปมี “สารเคมีตกค้าง” เช่น ยาปฏิชีวนะหรือฮอร์โมนในปริมาณมาก ซึ่งทำให้แพ้ ความจริงคือ โรงงานนมมีการ ตรวจคัดกรองและควบคุมอย่างเข้มงวด ปริมาณสารตกค้าง (ถ้ามี) จะอยู่ในระดับ ต่ำมากจนไม่มีผลต่อสุขภาพ อาการแพ้นมจึง ไม่ได้เกิดจากสารเคมีปนเปื้อน แต่เกิดจาก ปฏิกิริยาภูมิแพ้ต่อโปรตีนในนมเอง
ในแง่ของ นมสดพร้อมดื่ม และ นมผงนั้น โดยทั่วไป นมผงคุณภาพดีที่จำหน่ายในไทยและต่างประเทศ จะใช้สารเติมแต่งที่ ได้รับอนุญาตจาก อย. หรือ FDA และมีความปลอดภัยสูง สารเหล่านี้ไม่ได้มีผลเสียต่อสุขภาพหากบริโภคในปริมาณปกติครับ
สารที่อาจเติมลงในนมผง เช่น สารช่วยละลาย (Emulsifier) เลซิทิน (Lecithin) โมโน-ไดกลีเซอไรด์ ช่วยให้นมผงละลายน้ำง่าย ไม่จับเป็นก้อน ปลอดภัยมาก พบได้ทั่วไปในไข่แดงและถั่วเหลือง สารป้องกันการจับตัว (Anti-caking agent) ซิลิกา (Silicon dioxide) ป้องกันไม่ให้ผงจับตัวเป็นก้อน ปลอดภัย ใช้ในอาหารหลายชนิด สารเหล่านี้จะถูกเติมลงในปริมาณน้อยและไม่ได้มีผลใดต่อสุขภาพร่างกายครับ
นมผงอาจมีการเติมวิตามินและแร่ธาตุเสริม วิตามิน D, A, B12, แคลเซียม เหล็ก ชดเชยส่วนที่สูญเสียจากการทำให้แห้งเป็นผง เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อร่างกายเช่นนมสด สารให้รสชาติหรือกลิ่น น้ำตาล, มอลต์ เพิ่มรสชาติในสูตรสำหรับเด็กหรือรสหวาน นั้นมีความปลอดภัย แต่ควรจำกัดปริมาณน้ำตาล
โดยรวมแล้ว สารที่เติมเหล่านี้เป็นเพียง สารช่วยกระบวนการผลิต ไม่ใช่สารเคมีอันตรายและมีปริมาณน้อยจน ไม่ก่อผลเสียต่อสุขภาพในคนปกติ ไม่มีหลักฐานว่าการดื่มนมผงทำให้เกิดโรคเรื้อรังหรืออันตราย ในด้านคุณค่าทางโภชนาการก็มีหลักฐานเห็นได้ชัดว่านมผงกับนมสดนั้นไม่ได้มีคุณค่าที่แตกต่างกัน
การแพ้นมวัว มักเกิดจาก โปรตีนนมเอง ไม่ใช่จากสารเคมีที่เติม เด็กหรือผู้ใหญ่ที่ย่อยแลคโตสไม่ได้ก็ควรเลือก นมผงสูตรแลคโตสฟรีครับ ซึ่งกันย่อยแลคโตสได้น้อยมักจะเกิดภาวะท้องอืดท้องเฟ้อครับไม่ได้เกิดอาการแพ้พวกผื่นขึ้นหรือมีอาการบวมต่าง ๆ ซึ่งกรณีพวกนี้มักจะเป็นการแพ้โปรตีนในน้ำนมซึ่งก็อาจจะมีในอาหารโปรตีนประเภทอื่นด้วยครับ
การบริโภคสัตว์หรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์ทุกชนิด มีโอกาสที่จะได้รับสารต่าง ๆ จากสัตว์ เช่น ฮอร์โมน (สัตว์ก็เหมือนคนมีการขึ้นลงของฮอร์โมนต่าง ๆ) แต่จะอยู่ในระดับที่ต่ำมาก เพราะภายหลังจากที่ผ่านกระบวนการเพื่อนำมาบริโภค ระดับสารบางชนิดที่เป็นสารธรรมชาติในตัวสัตว์รวมทั้งฮอร์โมนจะเหลืออยู่น้อยมาก ซึ่งไม่ได้มีผลใดต่อผู้บริโภค (อ้อ แล้วการบริโภคไก่หรือเนื้อไก่ในปัจจุบันนี้ไม่ได้มีการใช้ฮอร์โมนใด ๆ และไม่ได้มีตกค้างอยู่ในเนื้อไก่ดังที่เคยเข้าใจผิดกันมายาวนานนะครับ)
ซึ่งกระบวนการเหล่านี้มีการตรวจสอบทางการแพทย์ เป็นหนึ่งในงานของสัตวแพทย์ ดังนั้น ถ้าจะให้ความรู้เรื่องเหล่านี้อย่างน้อยควรจะถามสัตวแพทย์ได้นะครับไม่ใช่คนจากวิชาชีพอื่นซึ่งอาจจะไม่ได้มีความรู้ลึกซึ้งทางด้านนี้และเราต้องไม่ลืมว่าการบริโภคผลิตภัณฑ์จากพืชในพืชก็มีสารหลายอย่างอย่างเช่นสอนคล้ายฮอร์โมนจากพืช
ดังนั้น มนุษย์ซึ่งเป็นผู้บริโภคทั้งพืชและสัตว์ มีโอกาสได้สารเหล่านี้จากการบริโภคทั้งสิ้นตามธรรมชาติ แต่ละคนอาจมีอาการแพ้สารบางอย่างจากทั้งพืชและสัตว์ที่แตกต่างกันไป ดังนั้น ทางการแพทย์และโภชนาการจึงแนะนำให้ไม่กินอาหารชนิดเดิมๆซ้ำเดิมอยู่เป็นประจำ กินอาหารให้เกิดความหลากหลาย
อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจผิดเหล่านี้ มักเกิดขึ้นเสมอในสังคม อันเนื่องมาจากความไม่รู้ รวมทั้งความรู้ที่ไม่ได้ถูกต้องหรือถ่องแท้ ขาดการคัดกรอง ที่ถูกนำเสนอผ่านสื่อ ประชาชน นอกจากจะต้องระมัดระวังในการบริโภคอาหารที่เป็นผลิตภัณฑ์ทั้งจากสัตว์และพืชแล้ว จึงยังต้องควรระมัดระวังในการบริโภคสื่ออย่างเหมาะสมด้วยครับ
ด้าน รศ. ดร. เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ และนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ แชร์รายละเอียดจากเพจ Food Science for Sure ระบุถึง 7 ข้อความจริงเรื่อง "นมวัว และ นมผง น่ากลัว จริงหรือ?"
#นมผงคืออะไร? ทำไมเก็บได้นาน?
นมผงไม่ได้เกิดจาก “นมปลอม” แต่เกิดจาก นมวัวแท้ที่ผ่านกระบวนการทำแห้งแบบพ่นฝอย (spray drying) เพื่อกำจัดน้ำออกจากน้ำนม และทำให้เก็บรักษาได้นานขึ้น โดยไม่ต้องใส่สารกันเสีย
เทคโนโลยีนี้ใช้กันทั่วโลกมากว่าร้อยปี นมผงส่วนใหญ่มีความชื้นเพียง 2–4% เท่านั้น ไม่จำเป็นต้องใส่ “สารกันชื้น” หรือ “สารกันจับก้อน” เพราะน้ำตาลแลคโตสในนม มีคุณสมบัติช่วยป้องกันการจับตัวอยู่แล้ว ในบางกรณีจะมีการบรรจุในบรรยากาศไนโตรเจน เพื่อป้องกันความชื้นและการหืนของไขมันโดย ไม่ได้เติมสารเคมีในตัวนมผงเอง
#นมผงยังมีคุณค่าทางโภชนาการเหมือนนมสดไหม?
คำตอบคือ “ใกล้เคียงกันมาก” กระบวนการผลิตที่ควบคุมถูกต้องจะคงไว้ซึ่งโปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส และวิตามินส่วนใหญ่ การเลี้ยงดูและสายพันธุ์วัวแต่ละแหล่ง ย่อมส่งผลต่อคุณภาพของน้ำนม แต่น้ำนมที่จำหน่ายในท้องตลาด มีมาตรฐานของ อย. กำกับดูแลอย่างเข้มงวด ผู้บริโภคได้รับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดี เพียงพอต่อการบริโภคอย่างปลอดภัยแน่นอน
งานวิจัยจาก Journal of Dairy Science พบว่า คุณค่าทางโภชนาการของนมผง “ไม่ด้อย” กว่าน้ำนมและสามารถใช้เสริมอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ที่ต่างกันเพียงบางส่วนคือรสชาติและกลิ่น (อาจอ่อนลงเล็กน้อย) แต่ต่อให้วัวกินหญ้า กินข้าวโพด หรือเลี้ยงในประเทศใด โปรตีนนมก็ยังเป็นโปรตีนชนิดเดียวกันที่ร่างกายใช้ประโยชน์ได้เท่ากัน
#น้ำนมสดไม่ได้บูดทันที!
นมวัวที่รีดใหม่มีจุลินทรีย์ธรรมชาติ แต่ไม่ได้บูดในทันที เพราะขั้นตอนการรีดนมวัวมีการทำความสะอาดทั้งก่อนและหลังการรีดนม น้ำนมมีสารภูมิคุ้มกัน (immunoglobulin) และจะถูกทำให้เย็นทันทีหลังรีด
ในประเทศไทยมีข้อกำหนดชัดเจนของ อย. ให้น้ำนมโคดิบต้องถูกทำให้เย็นต่ำกว่า 4 °C และนำไปผลิตภายใน 24 ชั่วโมง ด้วยกระบวนการให้ความร้อนเช่นพาสเจอร์ไรส์, UHT เป็นต้นหรือนำไปผลิตนมผงต่อไป ดังนั้น นมไทยที่ได้มาตรฐานจึง “ไม่ด้อยคุณภาพ” อย่างที่บางสื่อกล่าว
#ทำไมนมบางชนิดมีการเติมสารอาหารหรือรสชาติ?
การเติมสารอาหาร วิตามิน หรือแร่ธาตุในนม เป็นเรื่องปกติและได้รับอนุญาตตามกฎหมายอาหารเพื่อให้ตรงตามมาตรฐานโภชนาการ ความต้องการสารอาหารที่ต่างกันของแต่ละเพศ วัย และรสนิยมของผู้บริโภค
เช่น เติมวิตามิน D เพื่อช่วยดูดซึมแคลเซียม. เติมรสวานิลลา น้ำผึ้ง ช็อกโกแลต หรือกาแฟ เพื่อเพิ่มความหลากหลาย . เติมนมผงเพิ่มในการผลิตโยเกิร์ตหรือกรีกโยเกิร์ต เพื่อให้เนื้อสัมผัสแน่นและมีปริมาณโปรตีนตามมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่การหลอกลวง ไม่ใช่การทำผิดมาตรฐาน และไม่เป็นอันตราย
สารที่ใช้ เช่น monoglyceride หรือ diglyceride (จากน้ำมันพืช) เป็นอิมัลซิฟายเออร์ที่ปลอดภัยมีหน้าที่ทำให้ส่วนประกอบของนมที่เป็นน้ำและไขมันสามารถละลายเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่แยกชั้น ใช้ในอาหารทั่วโลกและอยู่ในรายชื่ออนุญาตของ Codex ที่ผ่านการประเมินความปลอดภัยอย่างเข้มข้นมาแล้ว
#แล้วทำไมบางคนดื่มนมแล้วมีอาการ?
อาการท้องอืดหรือถ่ายเหลวหลังดื่มนม ส่วนใหญ่เกิดจาก “ภาวะแลคโตสไม่ย่อย” (Lactose intolerance) ไม่ใช่ “แพ้นม” แบบภูมิแพ้โปรตีน ต่างจาก ผู้ที่แพ้โปรตีนนม (Milk protein allergy) ซึ่งพบได้น้อยกว่า อาจเกิดผื่นหรือคันได้ในบางราย เป็นภาวะที่เกิดกับบางคนเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับว่า “นมไทยด้อยคุณภาพ” หรือ “มีสารเติมแต่งอันตราย” ถ้าอันตราย จะเกิดขึ้นกับทุกคน
ต้องไม่เอาความรู้สึกส่วนตัวมาเป็นคำตอบเหมารวมโดยไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ เรื่องนี้ตรวจสอบทางการแพทย์ได้
#แล้วUltra-processed food (UPF)” ที่คนกลัวกันล่ะ?
อาหารหลายชนิดในชีวิตประจำวัน รวมถึง “นมผง” อาจถูกจัดอยู่ในกลุ่ม UPF ตามนิยามของระบบ NOVA แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างในกลุ่มนี้ “อันตราย” หรือ “ไม่ควรกิน” นักวิทยาศาสตร์อาหารในหลายประเทศมองว่าการจัดกลุ่มนี้ไม่มีประโยชน์ต่อผู้บริโภค แต่กลับสร้างความเข้าใจที่ผิดต่ออาหารแปรรูปแทน
งานวิจัยใน Frontiers in Nutrition (2022) ชี้ว่า UPF หลายชนิดยังมีบทบาทสำคัญต่อความปลอดภัยอาหาร (food safety) และการเข้าถึงสารอาหารในประเทศกำลังพัฒนา สิ่งสำคัญคือ “ความสมดุล” และ “ความเข้าใจ” ไม่ใช่ “ตัดสินจากคำว่าผ่านการแปรรูป” เพียงอย่างเดียว อาหารหลายชนิดเกิดอันตรายจากการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ก่อโรคง่ายมาก ถ้าไม่ผ่านกระบวนการแปรรูป
#ความจริงที่อยากฝากไว้
นมวัวคือนมวัว ไม่ว่ามาจากประเทศไหน คุณภาพขึ้นอยู่กับ “มาตรฐานการผลิต” มากกว่าต้นกำเนิด นมผง คือนมแท้ ที่แค่เอาน้ำออกไปไม่ได้เป็นของปลอม ไม่ได้มีอันตราย และการเติมสารอาหาร คือการเพิ่มคุณค่า ไม่ใช่การหลอกลวง สิ่งที่สังคมควรกลัว ไม่ใช่ “อาหารแปรรูป” แต่คือ “ข้อมูลแปรรูป” ที่บิดเบือนจากข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์
“วู้ดดี้” แจง ไม่ได้บอกนมไทยไม่ดี แต่ชวนตั้งคำถามกับสิ่งที่เรากินอยู่ทุกวัน
หลังจากที่ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นเรื่องร้อนขึ้น “วู้ดดี้” วุฒิธร มิลินทจินดา ก็ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊ก Woody ชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าว ระบุว่า จากคลิปรายการ Woody Avengers ตอน “อาหารที่คิดว่าดี อาจกำลังทำร้ายร่างกาย” ทำให้มีคนในโลกออนไลน์พูดถึงประเด็นเรื่อง “นม” กันมาก ทั้งในคอมเมนต์และหลายเพจที่ช่วยกันวิเคราะห์ ผมและทีมได้อ่านทุกความคิดเห็น และขอบคุณทุกเสียงสะท้อนจริง ๆ ครับ
เข้าใจเลยครับว่าคลิปที่ออกไปอาจทำให้บางคนรู้สึกว่ารายการของเรากำลังบอกว่า “นมไม่ดี” หรือ “นมไทยด้อยคุณภาพ” ซึ่งไม่ใช่เจตนาของทีมเลยครับ จุดประสงค์ของรายการคืออยาก “ชวนทุกคนตั้งคำถามกับสิ่งที่เรากินอยู่ทุกวัน” เพราะบางทีสิ่งที่เราคิดว่ารู้…อาจยังรู้ไม่ครบ
อย่างไรก็ตาม เราเข้าใจดีว่า เรื่องโภชนาการเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก หากอธิบายไม่ครบ หรือพูดเพียงบางมุม อาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ ทีมงานจึงขอน้อมรับทุกคำแนะนำ และขอระงับการเผยแพร่คลิปชั่วคราวเพื่อทบทวน ตรวจสอบข้อมูล และปรับแก้ให้รอบด้านยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน เรากำลังเตรียมตอนพิเศษร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ แพทย์ และตัวแทนจากอุตสาหกรรมนมไทย เพื่อพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมาในทุกประเด็น เช่น นมแบบไหนถึงจะเรียกว่า “นมแท้ 100%”? ใครควรระวังเรื่องการดื่มนม? “นมดีหรือไม่ดี” สำหรับแต่ละคนแตกต่างกันอย่างไร? นมไทยวันนี้มีแบบไหน และต่างจากต่างประเทศอย่างไร?
ขอบคุณทุกท่านที่ช่วยกันแลกเปลี่ยนข้อมูลทั้งในมุมวิชาการ เกษตร และปศุสัตว์ ทุกคำแนะนำช่วยให้ทีมเราพัฒนาได้มากขึ้นจริง ๆ ครับ ขอบคุณจากใจทุกคนที่ติดตามและเติบโตไปพร้อมกับเรา
ทั้งนี้ โพสต์ดังกล่าวมีการแสดงความคิดเห็นหลากหลาย เช่น ความเห็นจากเพจ ผู้บริโภค ระบุว่า “ทุกคนตั้งคำถามได้ครับ แต่เหตุผลมันต้องมีที่อ้างอิงไม่ใช่ความรู้สึกส่วนตัว เพราะมันส่งกระทบในวงกว้างครับ ขอบคุณมากครับ” และ “3 แขกรับเชิญ กับ 1 พิธีกร ตั้งแต่วันที่เกิดเรื่อง ทางเรายังไม่เห็นคำว่า “ขอโทษ” ออกจากปากหรือข้อความใครเลย คำว่า “ขอโทษ” มันพูดยากมากเลยหรอครับ ไม่เข้าใจจริง ๆ ขอบคุณมากครับ”
ความเห็นจากเพจ สำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า “สำนักโภชนาการ ยินดีให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง เราทำงานด้านนี้มาโดยตลอด มีการรณรงค์ให้ความรู้เรื่องนมและส่งเสริมการดื่มนมมาโดยตลอด ยินดีให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์”
นอกจากนี้ ยังมีความเห็นจากชาวเน็ตบางส่วน ระบุว่า “เอาจริง แทนที่วันนี้ต้องมาโพสขอโทษและระงับการเผยแพร่คลิป (ซึ่งคิดว่าน่าจะสายไปแล้วด้วยซ้ำ) หากทำข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญที่แท้จริงอย่างรอบด้านและคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตั้งแต่แรก คงจะเป็นคลิปที่มีประโยชน์และชวนให้ทุกคนตั้งคำถามอย่างสร้างสรรค์ ตรงตามวัตถุประสงค์ของรายการมากกว่านี้”
“การตั้งคำถามไม่ผิด เเต่ประเด็นคือเรื่องบางอย่างคนมาตอบคำถามหรือให้ข้อมูลเพื่อจูงใจคนทั่วไป ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญด้านนั้นจริงๆค่ะ ซึ่งต้องระวังมากๆ เพราะ ข้อมูลพวกนี้มันมีข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ด้วยวิทยาศาสตร์อยู่เเล้ว เช่น การพูดถึง Value chain ของผลิตภัณฑ์นมโค ถึงจะเป็นเพียงการกล่าวถึงไม่มาก เเต่ถ้าข้อมูลไม่ถูกต้อง มันกระทบต่อหลายส่วนค่ะ”, “เอามาให้ถูกคนนะคับ ผู้เชี่ยวชาญ”, “อ่านจบ ไม่มีคำว่าขอโทษซักคำ”
“เค้ารณรงค์ให้คนหันมาดื่มนมวัวกันแทบตาย คนที่พูดก็มาให้ข้อมูลเชิงลบข้อมูลผิดๆอีกต่างหาก แบบนี้เกษตรกรเค้าก็ท้อสิ” และ “อยากให้แยกแยะระหว่างสื่อสารไม่รอบด้านกับให้ข้อมูลผิดๆนะครับ ความรู้เบียว ๆ ที่ผู้มีความรู้จริงออกมาทักท้วง ไม่ควรนำเสนอต่อครับ ถ้าเอาคนไม่รู้จริง ไม่ใช่นักวิชาการมาเล่าประสบการ์ส่วนตัว แล้วให้หมอหรือนักวิชาการให้ข้อมูลที่ถูกต้องต่อท้ายคนดูได้ประโยชน์และได้สอนว่าต้องศึกษานะ อย่าคิดเอาเอง แต่ถ้าเอาคนไม่รู้จริงพูดเรื่องที่คิดเอาเอง โดยมีหมอเออออเป็นการ endorse ว่ามันถูกต้อง แบบนี้มันคนละแบบเลยครับ”
อินฟลูฯ ชี้ เล่าจากประสบการณ์ส่วนตัว
ด้าน เมย์ Ms Happy Diet - Everyday Wellness ชี้แจงถึงกรณีดังกล่าวว่า เรื่องของนมวัว ไม่ได้ตั้งใจให้ทัวร์ลง และไม่ได้มี sponsor นมวัว แต่อันนี้เล่าจากประสบการณ์ส่วนตัวล้วนๆ สิ่งสำคัญสำหรับตัวเองไม่ใช่การถกเถียงว่าใครถูก แต่ดีใจ หากประเด็นนี้สามารถสร้าง awareness ให้คนใส่ใจคุณภาพอาหาร หันมาทำความรู้จักกับร่างกายตัวเองให้มากขึ้น รวมถึงชี้แจงในประเด็นต่าง ๆ ที่กล่าวในรายการ ระบุว่า
สวัสดีค่ะ ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าเมย์ไม่ใช่หมอหรือนักวิทยาศาสตร์ เป็นเพียงผู้บริโภคคนนึงที่หลงใหลในเรื่องโภชนาการและสุขภาพมาก จนได้ไปเรียนต่อด้านการกินและการดูแลตัวเองในหลายศาสตร์ และมีความเชื่ออย่างหนักแน่นว่า LIFESTYLE คือ "ยารักษา" ร่างกาย และจิตใจที่ดีและยั่งยืนที่สุด
ทุกคอนเทนต์ที่เมย์แชร์ตลอด 13 ปีมาจากประสบการณ์ตรงที่ลองแล้วเห็นว่าดี "ดี" ในที่นี้คือสุขภาพกายและใจที่แข็งแรงขึ้นกว่าตอนเด็กมาก - จากคนที่เป็นหวัดบ่อย มีผื่นที่แขนเกือบ 20 ปี ท้องผูกและท้องอืดตลอด ตอนนี้แทบไม่ต้องพึ่งยาอะไรแล้วค่ะ สิ่งที่เปลี่ยนคือไม่ใช่การหาหมอ หรือยาที่ดีที่สุด (เพราะหามาเยอะแล้ว)
แต่คือการเปลี่ยน LIFESTYLE ลดอาหารแปรรูปและน้ำตาล ทานผัก 50% ของมื้อ เลี่ยงนมวัว (เพราะร่างกายตัวเองไม่ค่อยชอบ) ฝึกหายใจลึก ๆ บริหารความเครียด ออกกำลังกายให้เป็นนิสัย พอทำสิ่งเหล่านี้ ร่างกายเปลี่ยนไปมาก จากต้องทายา STEROID เป็นประจำ ตอนนี้ผื่นหาย ท้องไม่อืด ไม่ผูกและไม่ค่อยไม่สบายเลยค่ะ
มาถึงเรื่อง “นมวัว”
เมย์ได้พูดในสัมภาษณ์ว่า "นมส่วนใหญ่ในไทยไม่ใช่นมล้วน 100% แต่มีสารเติมแต่ง (ADDITIVES) อยู่" ตรงนี้หลายคนอาจรู้สึกไม่เห็นด้วยหรือสงสัย จึงขอมาอธิบายเพิ่ม ในไทย นมและผลิตภัณฑ์นม ไม่ว่าจะเป็นโยเกิร์ต เนย ฯลฯ หลายยี่ห้อมีส่วนผสมอื่นเช่น น้ำตาล สารคงตัว หรือสารแต่งกลิ่น สี ฯลฯ เพื่อให้เก็บได้นานและมีรสที่ผู้บริโภคชอบไม่ใช่ว่าทุกยี่ห้อไม่ดี
แต่เมย์เองสังเกตว่าเมื่อดื่มนมหรือขนมที่ทำจากนมคุณภาพแบบนี้ร่างกายตัวเองมักมีอาการไม่สบายตัว เช่น ผื่นขึ้นและท้องอืด และจากที่เคยเป็น CERTIFIED HEALTH COACH มีหลายคนมาปรึกษาด้วยปัญหาสิวเรื้อรัง ท้องเสียเป็นต้น
"ผ่าน อย. แล้วต้องไม่อันตรายซิ"
ใช่ค่ะ สารเคมีเหล่านี้ปลอดภัยในปริมาณที่กฎหมายกำหนด แต่คำถามคือ - "มันส่งเสริมสุขภาพไหม?" อันนี้แล้วแต่แต่ละคนจะเลือกเลยค่ะ เหมือนที่น้ำอัดลมและอาหารแปรรูปทุกกอย่างก็ผ่าน อย. เหมือนกัน แต่ถ้าถามว่ากินแล้วดีต่อสุขภาพไหมก็อีกเรื่อง ทุกอย่างคือทางเลือก ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการดูแลร่างกายระดับไหน
ทำไมกินนมเมืองนอกแล้วท้องไม่อืดเท่า?
อันนี้พูดสั้น ๆ ในรายการเพราะเวลาจำกัดค่ะ จริง ๆ แล้ว สำหรับคนที่แพ้นมวัวจริง ๆ (MILK ALLERGY) จะกินนมประเทศไหนก็ยังแพ้อยู่ แต่เมย์สังเกตตัวเองว่า หลังจากซ่อมแซมลำไส้และลดการอักเสบแล้ว ร่างกายย่อยนมได้ดีขึ้นมาก โดยเฉพาะถ้ากินนนมในปริมาณน้อยและนมที่คุณภาพดี
เมย์เคยลองนมและเนยที่ส่วนผสมคือ นมแท้ 100% ที่ไม่ได้ใส่สารปรุงแต่งอื่นแม้จะเป็นผมในไทย พบว่าท้องไม่อึดเท่ากับเวลาที่กินของที่มีสารเติมแต่งเยอะๆ ที่บอกว่าเมืองนอกก็เพราะนมคุณภาพดีที่ว่า สามารถหาได้ง่ายกว่า และร้านอาหารและคาเฟ่ที่ไปตอนไปเที่ยวก็มักใช้นมคุณภาพดีตามที่ได้เล่ามา
เรื่องนี้เปรียบได้กับที่บางคนไม่ได้แพ้อาหารทะเล แต่แพ้สารกันเสีย หรือบางคนกินไวน์บางชนิดแล้วปวดท้องแต่บางชนิดไม่เป็น เพราะสารเติมแต่งนั่นเอง
LACTOSE INTOLERANCE
หลายคนบอกว่า "LACTOSE INTOLERANCE ต้องท้องเสียสิ ไม่ใช่ผื่นหรือท้องอืด" จริงค่ะ - อาการหลักของการย่อยแลคโตสไม่ค่อยได้ (น้ำตาลในนนม) คือท้องเสียหรือปวดท้อง แต่...ในนมวัวยังมี โปรตีนนม (CASEIN และ WHEY) ที่บางคนแพ้ ซึ่งอาจแสดงอาการทางผิวหนัง เช่น ผื่น หรือสิว รวมถึงอาการอักเสบในลำไส้
ดังนั้น อาการที่เมย์เคยมี (ผื่น + ท้องอืด) อาจไม่ได้มาจากแลคโตสอย่างเดียว แต่รวมถึงการแพ้โปรตีนนม หรือการระคายเคืองจากสารเติมแต่งด้วย ทั้งนี้ ส่วนตัวคิดว่าเราไม่ต้องเข้าใจถึงวิทยาศาสตร์อาหารขนาดนี้ สิ่งที่อยากสื่อสารคือให้เราสังเกตร่างกายให้เป็นว่าอะไรเหมาะ อะไรไม่เหมาะ
อาการสิว ผื่น ท้องอืด ท้องเสีย ไม่ใช่เรื่องปกติ มันคือวิธีสื่อสารจากร่างกายว่าเรากำลังทำอะไรที่ไม่เหมาะกับตัวเองอยู่ ลองหาสาเหตุดู บางทีอาจจะไม่ใช่อาหารอย่างเดียวก็ได้ค่ะ
HOW TO CHOOSE แล้วจะเลือกนมยังไงดี?
ส่วนตัวเมย์ไม่ได้ซื้อหรือดื่อดื่มมบ่อยค่ะ แต่ถ้าให้เลือก ให้ลองอ่านส่วนผสมให้ละเอียดเลือกที่เขียนว่า "ส่วนผสม: นม 100%" และถ้าเป็นไปได้ เลือกนมจากวัวที่เลี้ยงแบบ GRASS-FED (กินหญ้าธรรมชาติ) จะดีกว่า ลองสังเกตฉลากโยเกิร์ตหรือเนยหลายยี่ห้อ จะมีส่วนผสมแปลก ๆ เพิ่มเข้ามานอกเหนือจากนมวัวและเชื้อจุลินทรีย์ที่ใช้หมัก
LISTEN TO YOUR BODY
สุดท้ายนี้ ถึงแม้ว่าจะมีหลายคนไม่เห็นด้วย เมย์รู้สึกดีใจที่'อย่างน้อยสิ่งที่ แชร์ทำให้หลายคนเริ่ม "ตั้งคำถาม" กับอาหารที่ กิน เริ่มอ่านฉลาก และใส่ใจกับร่างกายตัวเองมากขึ้น ไม่ว่าใครจะเลือกอะไร สิ่งสำคัญคือ "เราฟังร่างกายตัวเองมากพอหรือยัง" เพราะสุดท้ายแล้ว ร่างกายเราเขาเก่ง และฉลาดมาก เขาพยายามสื่อสารและเตือนเราตลอดเวลา
ขอให้ทุกคนเจอหนทางของตัวเอง สนิทกับร่างกายมากขึ้น และมีความสุขในการดูแลกายและใจตัวเองในทุกๆวันนะคะ
FOOD INTOLERANCE & LEAKY GUT
สองคำนี้ เป็นแนวคิดใหม่ที่ แพทย์บางท่านเห็นด้วยและบางท่านคิดว่า ไร้สาระ... คำว่า "ลำไส้รั่ว" (LEAKY GUT) ยังไม่ใช่คำวินิจฉัยทางการแพทย์ แต่ในทางวิทยาศาสตร์มีคำว่า INCREASED INTESTINAL PERMEABILITY ที่หมายถึงผนังลำไส้ที่'ซึมผ่านได้มากกว่าปกติ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการอักเสบ แพ้อาหาร หรือระบบภูมิคุ้มกันแปรปรวนได้ในบางคน
สำหรับเมย์ เมื่อศึกษาเรื่องนี้ และลองปรับการกินเพื่อ "ซ่อมแซม" ลำไส้เช่น ลองงดน้ำตาล นมวัว อาหารแปรรูปเน้นอาหาร WHOLE FOOD ผักผลไม้ เพิ่มการทาน PROBIOTICS ฝึกหายใจลึก ๆ บริหารความเครียดทั้งทางใจและกาย (กลับมากินอาหารเช้า) พบว่าผลลัพธ์ชัดเจนมาก อาการท้องอืด ผื่น หายไปหมด
ส่วนตัวคิดว่า ร่างกายแต่ละคนไม่เหมือนกัน แทนที่เราจะมาต่อต้านทฤษฎีอะไร หากเราลองศึกษาแล้วว่ามัน MAKE SENSE และไม่เป็นอันตรายก็ไม่เสียหายที่ จะลองดู เพราะหากทำแล้วดี ร่างกายแฮปปี้ ก็จบ แต่หากทำแล้วไม่เห็นผลหรือเครียดเกินไปก็รู้จักที่ จะเลิก เพราะสุดท้ายคนที่ รู้จักร่างกายเราดีที่สุดก็คือตัวเองค่ะ
อินฟลูฯ แจง เจตนาอยากให้ตระหนักถึงคุณภาพและแหล่งที่มาของอาหารที่บริโภค
ล่าสุด 9 พ.ย. 68 เมย์ Ms Happy Diet - Everyday Wellness โพสต์ถึงกรณีดังกล่าวต่อโดยระบุว่า สวัสดีค่ะ เมย์ขอใช้พื้นที่นี้เพื่อแสดงความเสียใจต่อทุกฝ่ายจากใจจริงค่ะ เมย์ไม่มีเจตนาทำให้ใครต้องเดือดร้อน สิ่งที่ต้องการสื่อมีเพียงอยากให้ทุกคนตระหนักถึงคุณภาพและแหล่งที่มาของอาหารที่บริโภคเท่านั้น
เมย์รักประเทศไทยและภูมิใจในเกษตรกรไทย เกษตรอินทรีย์ วัตถุดิบท้องถิ่น และสมุนไพรไทยมาโดยตลอด ซึ่งเมย์ได้พยายามส่งเสริมผ่านโครงการต่าง ๆ หากเมย์สามารถช่วยพี่ ๆ เกษตรกรโคนมได้อย่างไร เมย์ยินดีและเต็มใจเสมอค่ะ
ขอบคุณทุก comment ที่ว่ากล่าวตักเตือน ซึ่งช่วยให้เห้เมย์ได้เรียบรู้และมีความรับผิดชอบมากขึ้นต่อสิ่งที่พูดและถ้อยคำที่ใช้ เมย์ขอน้อมรับและถือเป็นบทเรียนครั้งใหญ่ของชีวิตค่ะ ขอบคุณทุกข้อความและทุกกำลังใจที่ส่งมาให้ตลอดตั้งแต่เกิดเกิดเรื่อง ทุกคำพูดและกำลังใจของทุกคนมีความหมายมากจริง ๆ
อย่างไรก็ตาม โพสต์ดังกล่าวมีผู้เข้ามาแสดงความเห็นมากมาย โดยมีทั้งความเห็นที่เข้าใจสิ่งที่ต้องการจะสื่อ เช่น “ติดตามคุณเมย์มานาน เชื่อ 100% ว่าคุณเมย์มีความตั้งใจดีต่อผู้บริโภค และเพียงแค่อยากให้ทุกคนเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพต่อร่างกาย สู้ๆ นะคะ เป็นกำลังใจให้เสมอค่ะ” “เป็นกำลังใจให้คุณเมย์ที่ออกมาขอโทษค่ะ เด๋วเรื่องนี้ก็จะผ่านไป ให้เป็นบทเรียนนะคะ” “เชื่อว่าเมย์มีความตั้งใจดีค่ะ” และ “เป็นกำลังใจให้คุณเมย์”
ขณะที่ความเห็นบางส่วนระบุว่า “คุณได้ช่วยให้เกษตรกรไทยดูด้อยค่าไปเรียบร้อยแล้วค่ะ” “พูดเป็นไหมครับคำว่าขอโทษ โคตรด้อยค่านมวัวเกษตรกรไทย 4คนในepนี้ยังไม่มีใครกล่าวขอโทษสักคน ทำคลิปขอโทษไปเลยครับแสดงความจริงใจออกไป” “การที่คุณพูดแบบนั้นในคลิปคุณวู้ดดี้หมายความว่ายังไงครับ แล้วพอเลื่อนฟีดในเพจนี้ลงไปนิดนึงเจอคุณโพสต์ขายplant base proteinอีก จะให้เข้าใจว่ายังไงครับ?”
“รักประเทศไทย ภูมิใจในเกษตรกรไทย แต่ที่พูดไปเหมือนไม่เคยภูมิใจไม่เคยรู้จัก นมจิตรลดา นมไทยเดนมาร์ค นมหนองโพ เลยนะคะสาว นมโคแท้ในไทย ไม่ได้หายาก แค่บางคนมองข้าม เพราะจะขายนมอย่างอื่นเฉยๆ ว่าไหมคะเธอ” และ “คือ สามารถใช้ปากเพื่อให้ความรู้ผิดๆและไม่จริงได้ (ถ้าจะพยายามขายของอะนะ) แต่ทำไมถึงพูดคำว่า “ขอโทษ” ไม่ได้ เอาตรง คำว่าขอโทษมันดูมีความสำนึกผิดจริงๆมากกว่าคำในภาพอีก 555” เป็นต้น
ต่อมา "เชฟทักษ์" นุติ หุตะสิงห เจ้าของเพจ TUCK the CHEF ซึ่งเป็นหนึ่งในแขกรับเชิญในตอนดังกล่าว โพสต์เฟซบุ๊กขออภัยเกี่ยวกับประเด็นดรามาที่เกิดขึ้น โดยยืนยันว่า ไม่มีความตั้งใจโจมตีนมวัวไทย อยากให้คนไทยดื่มนมวัว รวมถึงไม่ได้รับการสนับสนุนใด ๆ จากแบรนด์ที่ตนเป็น Brand Ambassador อยู่
เชฟทักษ์ ระบุว่า สวัสดีครับ เชฟทักษ์ครับ ...ก่อนอื่นผมต้องขออภัยทุกภาคส่วนเป็นอย่างสูง จากกรณีการออกรายการของคุณวู้ดดี้ ซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับ “นมโคไทย” โดยเฉพาะกับเกษตรกรโคนม และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน
... ผมขอยืนยันว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมมีเจตนาดีต่อวงการนมโคไทย... ไม่เคยมีความตั้งใจจะโจมตีนมวัวของไทยแต่อย่างใดครับ ... ในรายการฉบับเต็ม (ซึ่งภายหลังถูกลบไปแล้ว) ผมได้ย้ำชัดเจนว่า “อยากให้คนไทยดื่มนมวัว” เพราะเป็นแหล่งสารอาหารที่ครบถ้วน
... อย่างไรก็ตาม คลิปสั้นที่ถูกตัดเผยแพร่ออกไป อาจทำให้เข้าใจผิดได้จริง ทั้งในแง่ของเนื้อหาและท่าทีของผม ซึ่งถือเป็นความผิดพลาดของผมเอง และผมต้องขออภัยอีกครั้งจากใจครับ
...การออกรายการครั้งนี้ ผมขอยืนยันว่า ไม่มีการสนับสนุนจากบริษัทใด ๆ รวมถึงแบรนด์ที่ผมเป็น Brand Ambassador อยู่ด้วย ผมไม่มีเจตนาที่จะโจมตีแบรนด์นมอื่นใดทั้งสิ้น และขออภัยต่อทุกยี่ห้อที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้
...ผมเห็นด้วยกับทุกความคิดเห็นที่กล่าวว่า “ผมไม่ควรแสดงความเห็นเรื่องนมใด ๆ” เพราะอาจเกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) ซึ่งผมจะนำไปเป็นบทเรียนสำคัญ และระมัดระวังมากยิ่งขึ้นในการสื่อสารต่อสาธารณะในอนาคตครับ
...ทั้งนี้ ผมยอมรับว่าผมมีความผิดพลาดและผิดจริงที่ไม่ได้ขอยืนยันหรือพิจารณาคลิปสั้นดังกล่าวก่อนเผยแพร่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและผลกระทบในวงกว้าง ...ผมขอย้ำอีกครั้งว่า การออกรายการครั้งนี้ ผมไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย หรือรับค่าจ้างจากองค์กรใดทั้งสิ้น
...และขอกราบขออภัยทุกภาคส่วนอีกครั้ง รวมถึงขอขอบคุณคณาจารย์และนักวิชาการทุกท่าน ที่ออกมาให้ข้อมูลทางวิชาการที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อสังคมครับ
...สุดท้ายนี้ ผมขอสัญญาว่าจะยังคงเดินหน้าถ่ายทอดความรู้ทางวิชาการอย่างตรงไปตรงมา เป็นกลาง และอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง เพื่อประโยชน์ของประชาชนคนไทยต่อไปครับ