จากกรณีมีกระแสข่าวว่า กองทัพบก ได้ประสานไปยังกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กป.ชต.) ให้เตรียมความพร้อม สถานที่ ที่พัก เตรียมการปล่อยตัวเชลยศึกกัมพูชา จำนวน 18 นาย จุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ในวันที่ 12 พ.ย. 2568 นี้
ล่าสุด ชาวบ้านที่อยู่ใกล้พื้นที่ปราสาทตาควาย บ้านไทยนิยมพัฒนา ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ และในพื้นที่ปราสาทคนา บ้านแนงมุด ต.แนงมุด อ.กาบเชิง ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นกรณีดังกล่าว
น.ส.สุดา ชาวบ้านไทยนิยมพัฒนา กล่าวว่า ยังไม่อยากให้ปล่อย อยากให้มีข้อต่อรองกันก่อน เพราะตัวปราสาทตาควายกับปราสาทคนา เราก็ยังไม่ได้คืนจากกัมพูชายังครอบครองอยู่ อะไรก็จะยกให้เขาไปหมด ปล่อยไปฟรีๆ โดยไม่มีข้อต่อรองเงื่อนไขอะไร เขาให้ปล่อยก็จะปล่อย เรื่องทหารก็เหมือนกันตอนนี้ยังไม่อยากให้ทหารถอนกำลังออก เพราะกัมพูชาไว้ใจไม่ได้ ไม่รู้ว่าเขาจะรุกคืบเข้ามาตอนไหน ถ้ายอมเสียไปแล้วเขาก็จะรุกล้ำดินแดนของเราเข้ามาอีกเรื่อยๆ ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าเราเสียไปเท่าไหร่แล้ว
นางสาวสุดา กล่าวต่อว่า ปราสาทตาควายเป็นของเรา ชาวบ้านไทยเป็นคนไปบูรณะตัวปราสาท รุ่นพ่อรุ่นปู่ไปบุกเบิกและพัฒนาทำถนนหนทางขึ้นไป อยากได้ปราสาทตาควาย กลับคืนมาก่อน ไม่อยากให้กัมพูชาขึ้นไปอยู่กันแบบนี้ พร้อมตั้งคำถามว่าต่อไปชาวบ้านที่อยู่ติดกับปราสาทจะปลอดภัยหรือไม่ เพราะห่างแค่ไม่กี่กิโลเมตร ไม่รู้ว่าเขารุกคืบมาอีกตอนไหน ตัวปราสาทก็อยู่พื้นที่สูงแล้วเราอยู่ที่ราบจะหาความปลอดภัยจากไหน เสียใจมากทั้งๆ ที่เราไม่ควรจะเสียเลยปราสาทตาควาย ตามที่ได้ดูข่าวเหมือนมาจากการเจรจาหยุดยิงที่ทำให้เราเสีย ตอนนี้อยากให้ทำด้วยวิธีไหนก็ได้ ให้ได้ปราสาทกลับมาคืนเพราะมันเป็นของคนไทย
ขณะที่ นายวีรวัฒน์ พันธุ์ศิลป์ อดีตผู้ใหญ่บ้าน บ้านแนงมุด ม.1 ต.แนงมุด อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ผู้ที่เคยเข้าไปสำรวจตัวปราสาทคนา เพื่อที่จะพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเมื่อหลายสิบก่อน กล่าวว่า การปล่อยตัวเชลยศึก ต้องดูว่าถ้าปล่อยไปแล้วเกิดประโยชน์กับแผ่นดินไทย ยังไงบ้าง
นอกจากนี้ ชาวบ้านในพื้นที่กล่าวว่า อยากฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและรัฐบาลให้ชัดเจนในเรื่องของแผ่นดินที่กัมพูชายึดครองอยู่ ไม่ว่าจะเป็นปราสาทตาควายและปราสาทคนา แล้วก็ประเด็นของเชลยศึกที่มีข่าวว่าจะปล่อยไปต้องชัดเจนว่าอะไรที่เราจะได้คืนตามมาบ้าง
ส่วนความคืบหน้า การสร้างรั้วชายแดน พื้นที่หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี (ฉก.นย.จันทบุรี) ในการกำกับดูแลของทาง กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ล่าสุดกระทรวงการต่างประเทศทั้งสองฝ่าย โดยฝ่ายไทย นายประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย หัวหน้าคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ได้ลงนามและทางฝ่ายกัมพูชา ได้พิจารณารับรองเอกสารทางเทคนิค (Technical Instruction: TI) สำหรับการสำรวจและติดตั้งหลักเขตแดนชั่วคราวระหว่างหลักเขตที่ 52–59 ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ 1-2 เรียบร้อยแล้ว ในขั้นต่อไปจะดำเนินการ ขั้นที่ 3 คือการสำรวจ
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 4 พ.ย. ที่ผ่านมาชุดสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา โดยมี พ.อ. ยุทธพล สุจริต แม่กองสนามฯ ฝ่ายไทย นายพรมเซือน วัฒนะ แม่กองสนามฯ ฝ่ายกัมพูชา ได้ร่วมหารือการจัดทำคำแนะนำทางเทคนิคในการสำรวจและกำหนดหมุดชั่วคราว ระหว่างหลักเขตแดนที่ 52-59 พร้อมทั้งได้ลงนามเห็นชอบร่วมกันในคำแนะนำทางเทคนิคฯ ดังกล่าว และมีการหารือฯ ที่ด่านผ่านแดนถาวรช่องโดง อ.ก็อมเรียง จ.พระตะบอง ประเทศกัมพูชา ขณะที่งบประมาณในการสร้างมีพร้อมแล้ว รวมถึงกองทุนหทัยทิพย์