สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งมีประชาชนได้รับผลกระทบในวงกว้าง โดยหนึ่งในจุดที่น้ำท่วมหนักคือ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา แม้สถานการณ์น้ำจะเริ่มลดลงแล้วแต่ยังมีอีกหลายปัญหาที่รอให้รัฐบาลจัดการ
ล่าสุด นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า การจัดการศพ เป็นอีกเรื่องสำคัญที่รอการวางระบบ เช้าวันนี้ต้องมีการวางระบบให้ชัด ญาติผู้สูญเสียจะได้ไม่ต้องทุกข์หนักกว่านี้ อย่าให้ต้องขับรถไปตามหาศพทีละวัด โทรถามทีละโรงพยาบาล
พร้อมตั้งคำถามว่า เมื่อกู้ภัยหรือประชาชน พบศพที่รู้จักหรือไม่รู้จัก จะมีศูนย์กลางการจัดการศพไหม จะมีระบบการขึ้นทะเบียนอย่างไร เอามาเก็บรักษาทำการชันสูตรที่ไหน และยิ่งต้องชันสูตรอัตลักษณ์บุคคลให้รัดกุม หากไม่มีการจัดการเหล่านี้ จะนำมาซึ่งความหดหู่และซ้ำเติมความสูญเสีย พร้อมบอกว่า ครึ่งเช้าวันนี้ 27 พฤศจิกายน 2568 วันที่น้ำเริ่มลด ควรมีประกาศ ”ระบบการจัดการศพความสูญเสียได้แล้ว“
ทีมข่าวพีพีทีวีได้พูดคุยกับ นพ.สุภัทร บอกว่า จากข้อมูลที่ได้ประชุมกับคนในหาดใหญ่ พบว่า ประชากรในเขตเทศบาลหาดใหญ่ ร่วมกับเทศบาลรอบนอก ที่ติดค้างอยู่ภายในบ้านจากสถานการณ์น้ำท่วม มีไม่ต่ำกว่า 250,000คน เพราะในช่วงที่ประกาศให้อพยพน้ำเข้าท่วมสูงมากแล้ว ทำให้ออกจากบ้านไม่ทัน ซึ่งระยะเวลาที่ 4-5 วันที่ติดค้างอยู่นั้น ประเมินว่า มีผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำ และเจ็บป่วย หลายร้อยคน ขณะที่บางส่วนก็ประเมินว่าอาจมีผู้เสียชีวิตถึงหลักพัน
นพ.สุภัทร บอกว่า สิ่งที่ตัวเองอยากเรียกร้องคือ การให้รัฐบาลวางระบบนิติเวช อาจหาวัดสัก 1-2 แห่ง ตั้งศูนย์รับร่างผู้เสียชีวิต โดยใช้บุคลากรจากส่วนกลาง ทั้งทีมแพทย์ เจ้าหน้าที่นิติเวชพิสูจน์ตัวบุคคล จัดหารถตู้แช่เก็บศพมารองรับร่างผู้เสียชีวิต ซึ่งการจัดระบบเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะเคยผ่านประสบการณ์สึนามิมาแล้ว แต่ขณะเดียวกัน นพ.สุภัทร ย้ำว่า การจัดการร่างผู้เสียชีวิตจะต้องไม่กระทบกับบุคลากรท้องถิ่น เพราะตอนนี้ทีมแพทย์ เจ้าหน้าที่ทหาร และตำรวจ ก็ยังต้องดูแลผู้ประสบภัยที่ยังมีชีวิตอยู่อีกจำนวนมาก
“คาดว่าการเสียชีวิต จากจมน้ำก็ส่วนหนึ่ง เสียชีวิตจากโรคภัยไข้เจ็บ การเจ็บป่วยซึ่งมาโรงพยาบาลไม่ได้ ไม่มีมือถือสัญญาณแบตหมด ก็น่าจะเป็นส่วนหนึ่งซึ่งเชื่อว่าหลายร้อย มีคนประเมินเป็นหลักพันแต่เราก็ยังไม่อยากทำร้ายความรู้สึกของผู้คนขนาดนั้น”
ส่วนที่มีการถกเถียงเรื่องการอพยพของคนในพื้นที่ นพ.สุภัทร บอกว่าแบ่งออกเป็นสองประเด็น ประเด็นแรกคือความเชื่อมั่นในประสบการณ์ส่วนตัวของคนในพื้นที่ บางคนประเมินว่าบ้านสูงสองชั้นน้ำอาจท่วมไม่ถึง หรือเคลื่อนย้ายรถไปอยู่ในจุดที่ก่อนหน้านี้น้ำไม่เคยท่วมถึง แต่ไม่ได้คาดคิดว่ารอบนี้ปริมาณน้ำจะเยอะและท่วมสูงกว่าปกติ ส่วนประเด็นที่สอง เรื่องการประกาศสถานการณ์ ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ใช่เฉพาะเทศบาลหาดใหญ่ กรมอุตุนิยมวิทยา หรือผู้ที่ดูแลภาพใหญ่ก็แทบจะไม่เคยเตือนอย่างจริงจัง แม้กระทั่ง cell broadcast ระบบแจ้งเตือนฉุกเฉินก็ยังเป็นการแจ้งเตือนแบบทั่วไป แค่แจ้งเตือนว่าพื้นที่หาดใหญ่เสี่ยงภัยให้ขนของขึ้นที่สูง ไม่ได้เฉพาะเจาะจง ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นบทเรียนให้แก้ไขระบบต่อไปในอนาคต
ส่วนการฟื้นฟูเยี่ยวยาผู้ประสบภัยนั้น นพ.สุภัทร บอกว่า อารมณ์ความรู้สึกของคนหาดใหญ่ตอนนี้ไม่ได้คาดหวังการบริหารของรัฐบาลแล้ว อย่างตอนนี้ภาคประชาชนออกมาช่วยกันเองมากกว่า อย่างผู้รับเหมาที่สะบ้าย้อยก็จะนำเครื่องปั่นไฟไปช่วยในพื้นที่หาดใหญ่ที่ถูกตัดไฟฟ้า ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ความหวังที่ ประชาชนช่วยกันเอง ส่วนจะการบริหารจัดการของภาครัฐในการฟื้นฟูเยียวยานั้น นพ.สุภัทร มองว่าเป็นสิ่งที่เราควรตั้งความหวัง แต่ที่ผ่านมาก็คาดหวังยากหน่อย
ส่วนสถานการณ์ในอำเภอสะบ้าย้อย นพ.สุภัทร บอกว่า พื้นที่อำเภออยู่บนภูเขา มีฝนตกหนักมาก จนทำให้น้ำท่วมพื้นที่รอบนอก โชคดีที่โรงพยาบาลอยู่ในพื้นที่สูงน้ำจึงไม่ท่วม ซึ่งตอนนี้ภารกิจหลักไม่ต่างจากหาดใหญ่ คือการผลิตอาหารส่งเข้าไปในพื้นที่น้ำท่วมให้ได้มากที่สุด รวมถึงประสานรับผู้ป่วยผู้บาดเจ็บเข้ามารักษาในโรงพยาบาล โดยเบื้องต้นมีข้อมูลผู้เสียชีวิตแล้ว1คน