นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย,พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี,พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม,นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม,นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม,นายโกมล พรมเพ็ง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม,นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม,
พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ,พันตำรวจตรี จตุพล บงกชมาศ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ,ร้อยตำรวจเอก เขมชาติ ประกายหงษ์มณี ผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ,นายธนะ โชคพระสมบัติ รองผู้ว่าการปฏิบัติการระบบไฟฟ้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ของทั้ง 2 หน่วยงาน ร่วมแถลงข่าว ปฏิบัติการทลายเหมืองบิตคอยน์เถื่อนภายใต้ชื่อปฏิบัติการ “Operation Copperhead”
ปฏิบัติการดังกล่าวสืบเนื่องมาจาก เมื่อวันอังคารที่ 2 ธ.ค. 2568 กรมสอบสวนคดีพิเศษ มอบหมายให้ ร้อยตำรวจเอก เขมชาติ ประกายหงษ์มณี ผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องสนธิกำลังร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 3 (ภาคกลาง) ปฏิบัติการทลายเหมืองบิตคอยน์เถื่อน “Operation Copperhead” ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร จำนวน 6 จุด และจังหวัดอุทัยธานี จำนวน 1 จุด รวมจำนวน 7 จุด ประกอบด้วย โกดัง 4 จุด และบ้านพัก 3 จุด
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ยึด,อายัดเครื่องขุดบิดคอยท์จากโกดัง รวมทั้งสิ้น 3,642 เครื่อง ประมาณ 270 ล้านบาท มูลค่าระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์ประกอบ 30 ล้านบาท โดยประเมินมูลค่าของอุปกรณ์ ในการลงทุนตั้งเหมืองขุดบิตคอยน์เถื่อนทั้งระบบรวม 4 จุด มูลค่ากว่า 300 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่ซุกซ่อนเครื่องขุดบิตคอยท์ไว้ภายในตู้คอนเทนเนอร์ ที่ถูกดัดแปลงด้วยนวัตกรรมใหม่ในการเก็บเสียง และใช้ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบการลักลอบใช้ไฟฟ้า
จากการขยายผลการสืบสวน พบว่าผู้บงการรายใหญ่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่ม “จีนเทา” เครือข่ายในเมียนมา ซึ่งโยงกับขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติ โดยตรวจพบเส้นทางการเงิน และผลประโยชน์ที่เกี่ยวพันกันเป็นเครือข่ายอย่างชัดเจน ดำเนินการกว่า 3 ปี ทำให้รัฐสูญรายได้กว่า 3,000 ล้านบาท
กรมสอบสวนคดีพิเศษ อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลเพื่อขยายผลเกี่ยวกับเส้นทางการฟอกเงิน และการยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง โดยเตรียมประสานความร่วมมือกับประเทศผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงทางการของจีน ซึ่งได้มีการหารือร่วมกันเบื้องต้นแล้ว เพื่อเร่งรัดการดำเนินคดีและสกัดกั้นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติอย่างต่อเนื่อง และจากข้อมูลที่ตรวจพบ คาดว่ามีเงินหมุนเวียนภายในเครือข่ายมากกว่า 5,000 ล้านบาท โดยเส้นทางการเงินบางส่วนโยงเข้าสู่ระบบสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทบิตคอยน์ ทำให้เป็นหนึ่งในช่องทางสร้างรายได้ให้กับกลุ่มจีนเทา และเครือข่ายสแกมเมอร์ดังกล่าว กรมสอบสวนคดีพิเศษ ยืนยันว่าจะเดินหน้าปราบปรามการลักลอบใช้ไฟฟ้า การฟอกเงิน และอาชญากรรม ที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างเข้มงวด เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของรัฐและความปลอดภัยของประชาชน
โดยก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2568 ที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ปฏิบัติการ “รื้อเหมืองขุดบิตคอยน์ลับ”(Bitforge Operation) ตรวจยึดเครื่องขุดบิตคอยน์จำนวน 1,788 เครื่อง ในพื้นที่ในจังหวัดสมุทรสาคร และทำการขยายผลจนพบการลักลอบใช้ไฟฟ้า เพื่อใช้ในการขุดบิตคอยน์ในกรณีดังกล่าวข้างต้น