การลงพื้นที่สำรวจและจัดทำหลักเขตแดนร่วมไทย - กัมพูชา ของกรมแผนที่ทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ประชาชนบางส่วนเกิดความกังวลว่า การปักหมุดชั่วคราวฯ ในตอนนี้ จะทำให้ไทยเสียเปรียบเสียดินแดนหรือไม่
เกี่ยยวกับประเด็นนี้ “วาสนา นาน่วม” นักข่าวอาวุโสสายทหาร เปิดเผยว่า กองทัพภาคที่ 1 ได้ชี้แจงการปักหมุดชั่วคราวในพื้นที่บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ว่า กองกำลังบูรพา
กองทัพภาคที่ 1 เป็นเพียง "ผู้อำนวยความสะดวก" ให้ชุดสำรวจฯ ของกรมแผนที่ทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย พร้อมอธิบายเพิ่มเติม 5 ข้อ ดังนี้
1. การปักหมุดชั่วคราว ไม่ใช่การปักปันเขตแดน ไม่ใช่เส้นเขตแดนถาวร ไม่ได้เปลี่ยนเส้นเขตแดนตามสนธิสัญญาใด ๆ และไม่ส่งผลทางกฎหมายอธิปไตย การปักหมุดนี้เป็นเพียงกระบวนการทางเทคนิคในขั้นตอนการตรวจสอบพื้นที่ ที่ทั้งสองฝ่ายเคยอ้างสิทธิ์ทับซ้อนกันมาก่อน ไม่ใช่การ "ยกพื้นที่"
2. หมุดที่ปักอยู่บน "เส้นอ้างสิทธิ์" หรือ Claim Line ของแต่ละฝ่าย ไม่ใช่เส้นเขตแดนจริง (Border Line)
3. การเริ่มที่หลักเขตแดนช่วง 42 – 47 เพราะจุดนี้คือ พื้นที่ปัญหาเรื้อรังที่ส่งผลกับชุมชนโดยตรง ได้แก่ บ้านหนองจาน – บ้านหนองหญ้าแก้ว โดยการเริ่มแก้ตรงจุดนี้เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่มีความชัดเจนและปลอดภัยในการใช้ชีวิต ในเมื่อกัมพูชาอ้างสิทธิ์บนเส้นสีแดง เราจึงต้องมาดูว่าเส้นสีแดงอยู่ตรงไหนในภูมิประเทศจริง เพื่อไม่ให้กระทบ 2 หมู่บ้าน อย่างที่ผ่านมา จึงไม่ใช่การ "เสียพื้นที่บ้านตัวเอง"
4. ข้อกล่าวหาที่ว่าไทยกำลังยกดินแดนหรือถอยเส้นแดน นั้นไม่ถูกต้องเพราะไม่มีการลงนามข้อตกลงเขตแดนใหม่,ไม่มีการยอมเปลี่ยนเส้นแบ่งแดนถาวร,ไม่มีการยกอธิปไตย และไม่มีการล้ำเส้นแดนของไทยแต่ฝ่ายเดียว
5. ข้อเท็จจริงที่สำคัญ สิ่งที่กำลังทำตอนนี้คือถ่ายภาพพื้นที่ปัญหาออกมา โดยใช้หมุดชั่วคราวเป็นจุดอ้างอิง บนเส้นสีแดงที่กัมพูชาอ้างสิทธิ์ และเส้นสีน้ำเงินที่ไทยอ้างสิทธิ์ เพื่อลดความสับสนบนภูมิประเทศจริง ไม่ใช่การยอมถอย ไม่ใช่การเสียดินแดน ไม่ใช่การยกบ้าน ยกพื้นที่ให้กัมพูชา
ขณะที่ กองทัพภาคที่ 1 เปิดเผยว่า การปักหมุดชั่วคราวระหว่างหลักเขตแดนที่ 42 ถึง 47 สามารถปักหมุดชั่วคราวได้แล้ว จำนวน 39 หมุด จากทั้งหมด 277 หมุด คิดเป็น 14.08 %