นายนิติธร แก้วโต หรือ “ทนายเจมส์” เปิดเผยว่า หลังทราบข่าวการเสียชีวิตของนายณัฐวุฒิ ปงลังกา หรือ นัทปง เพียงหนึ่งวัน ในช่วงเช้าวันรดน้ำศพ มีผู้หญิงโทรศัพท์มาถามตนว่า “นัททำพินัยกรรมไว้หรือไม่” พร้อมระบุว่า ตู้เซฟของผู้ตายเปิดไม่ได้ ซึ่งทนายยืนยันว่า “นัทไม่เคยพูดถึง หรือปรึกษาเรื่องพินัยกรรมกับตน” ต่อมาในวันที่ไปร่วมงานศพ ทนายเจมส์ เปิดเผยว่า มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาถามเรื่อง “การจัดการทรัพย์สิน” อีกครั้ง
โดยอ้างว่าอยู่กับนัทปงในวันเกิดเหตุ แต่ไม่ใช่ญาติ จึงไม่สามารถพูดคุย หรือให้ข้อมูลได้ ก่อนที่จะมาทราบภายหลังว่า ชายคนนี้เป็นผู้ให้ข้อมูลเรื่องพินัยกรรมกับผู้หญิงที่โทรมาถามในวันแรก
ทนายเจมส์ ตั้งข้อสังเกตว่า ในสถานการณ์ปกติการสอบถามเรื่องพินัยกรรม อาจไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่เมื่อผลตรวจพบสารพิษไซยาไนด์ และมีบุคคลภายนอกเข้ามาถามถึงทรัพย์สินเร็วผิดปกติ จึงทำให้ต้องตั้งข้อสงสัยว่า “ข้อมูลเรื่องพินัยกรรมหลุดมาจากใคร และเขามีเหตุจูงใจอะไร”
ทนายเจมส์ ย้ำว่า นัทปง เป็นคนน่ารัก ไม่เคยบ่นว่า มีใครมาข่มขู่ หรือถูกผู้มีอิทธิพลกดดันในการทำข่าว อีกทั้งยังไม่เคยปรึกษาเรื่องมรดกหรือทรัพย์สินใด ๆ มาก่อน
เมื่อถามว่า หากเป็นเรื่องของการฆาตกรรม ก็มีหลายเรื่องหลายประเด็นที่อาจจะเป็นข้อสงสัย เช่น ประเด็นเรื่องทรัพย์สินซึ่งจะต้องเป็นทรัพย์สินที่มีจำนวนมาก ๆ จนเป็นเหตุจูงใจให้ทำร้ายกันได้ และคนๆ นั้นก็จะต้องมีสิทธิ์ที่เกี่ยวข้อง ที่จะได้นอกจากพินัยกรรม เรื่องของประกันชีวิตที่จะสามารถระบุผู้รับผลประโยชน์ได้ อาจจะต้องรอเรื่องของการตรวจสอบ
สำหรับขั้นตอนการสืบสวนทางคดี ทนายเจมส์ ระบุว่า เทคนิคการสืบสวนของตำรวจมักจะมุ่งไปที่ 4 คนสุดท้ายที่อยู่ในที่เกิดเหตุ ซึ่งหนึ่งในนั้นเคยพูดถึงไซยาไนด์ ทั้งที่ผลตรวจยังไม่ออก จึงจำเป็นต้องตรวจสอบว่า เขารู้ข้อมูลนั้นได้อย่างไร และสารพิษอยู่ในจุดใดของห้องตั้งแต่เมื่อใด เพื่อหาสาเหตุว่าเป็นคดีฆาตกรรม การประมาท หรือผู้ตายอาจมีเหตุจูงใจอื่น โดยอยากให้ตำรวจสืบสวนสอบสวนจนได้ข้อเท็จจริง สาเหตุของการเสียชีวิต เพื่อคลายความสงสัยของคนในสังคม