วิ่งไล่จับวุ่น! ชายต้องสงสัยคิดว่าเป็นไส้ศึกกัมพูชา สารภาพเสพยาจนหลอน

โดย PPTV Online

เผยแพร่

วิ่งไล่จับวุ่น! ชายต้องสงสัยคิดว่าเป็นไส้ศึกกัมพูชา ที่แท้นัดกับเพื่อนรวมตัวเสพยาไม่สนเสียงปืนใหญ่ ก่อนวิ่งหนีเข้าป่าอ้อยหลังเจอเจ้าหน้าที่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในพื้นที่จ.สุรินทร์ เจ้าหน้าที่อาสา อ.พนมดงรัก ผู้นำชุมชน และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของหมู่บ้าน วิ่งเข้าไปในป่าอ้อยใกล้กับหมู่บ้านแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ เพื่อวิ่งไล่จับชายต้องสงสัย หลังทางเจ้าหน้าที่ได้รับรายงานว่ามีการพบบุคคลต้องสงสัยส่งพิกัดให้กับฝั่งกัมพูชา โดยจุดที่มีการแชร์โลเคชั่นปักพิกัดนั้นคือใกล้เคียงกับป่าอ้อยที่เจ้าหน้าที่ได้วิ่งเข้าไป

ชายต้องสงสัย ช่างภาพพีพีทีวี
วิ่งไล่จับวุ่นชายต้องสงสัยคิดว่าเป็นไส้ศึกกัมพูชา สารภาพเสพยาจนหลอน

โดยทันทีที่เจ้าหน้าที่วิ่งไปถึงชายต้องสงสัยคนดังกล่าวก็ได้วิ่งหลบหนีเข้าในป่าอ้อยทันที จึงทำให้ทางเจ้าหน้าที่เองต้องรีบวิ่งเข้าไปเพื่อเข้าจับกุม ก่อนจะใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที จนสามารถจับกุมชายคนดังกล่าวเอาไว้ได้ โดยระหว่างที่คุมตัวชายดังกล่าวออกมาจากป่าอ้อยขึ้นไปบนรถ เจ้าตัวก็แสดงอาการหงุดหงิด อารมณ์เสียใส่เจ้าหน้าที่ พร้อมกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ทำเกินกว่าเหตุ เนื่องจากตัวเขาเองไม่ใช่สายลับของทางกัมพูชา พร้อมชี้แจงว่าเจ้าตัวเป็นคนที่มีภูมิลำเนาอยู่บริเวณใกล้เคียง เพียงแค่มาอาศัยอยู่ที่บ้านของเพื่อนที่ชื่อว่านายแบงค์ แต่พอเจ้าหน้าที่บุกเข้ามาแล้วหันปืนเข้าใส่ จึงทำให้เกิดอาการตกใจก่อนจะรีบวิ่งหนีเข้าไปในป่าอ้อย

หลังจากนั้นก่อนที่จะคุมตัวชายต้องสงสัยรายนี้ขึ้นไปบนรถของเจ้าหน้าที่ ชายคนดังกล่าวก็ได้มีการชี้หน้าด่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองส่วนท้องถิ่นว่า มาทำแบบนี้ได้อย่างไร ทั้งที่ตนเองเป็นคนไทยไม่ใช่คนกัมพูชา ซึ่งในระหว่างนั้นทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และผู้นำชุมชน จะชี้แจงว่าเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ เนื่องจากชายต้องสงสัยรายนี้แม้จะเคยเห็นหน้าคร่าตากัน แต่ก็ไม่ใช่คนในหมู่บ้านที่เจ้าตัวมาหลบอยู่ในนั้น

ด้านนายสมนึก ภาคจันทึก ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านพื้นที่ อ.พนมดงรัก ได้เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ทุกคนไม่มีใครทำเกินกว่าเหตุ เนื่องจากก่อนหน้าที่จะเข้าไปตรวจสอบ ได้รับรายงานมาว่าพิกัดดังกล่าวมีการส่งข่าวให้กับฝ่ายทางกัมพูชา เจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องเข้ามาตรวจสอบ แต่พอเข้ามามาถึงปรากฏว่าชายต้องสงสัยคนดังกล่าวได้วิ่งหนีเข้าไปในป่าอ้อย ซึ่งมันผิดวิสัยหากคนบริสุทธิ์ใจจริงก็คงต้องให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ ที่สำคัญพื้นที่ตรงนี้มีการประกาศกฎอัยการศึก ไม่ใช่พื้นที่ที่จะเข้ามาอยู่เนื่องจากเป็นแนวกระสุนตก เพราะฉะนั้นจึงมีความน่าสงสัยหลายอย่าง สำหรับชายคนดังกล่าวทางผู้นำชุมชนยอมรับว่าเคยเห็นหน้า เพราะเป็นคนในหมู่บ้านใกล้เคียง แต่ก็ไม่ได้อยู่ในหมู่บ้านนี้ นอกจากนี้ชายคนดังกล่าวก็เป็นคนไทย เนื่องจากเคยเจอกันมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็เป็นคนไทยที่สามารถสื่อสารภาษากัมพูชาได้ ทางเจ้าหน้าที่เองขอยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ เมื่อมีการรายงานเข้ามาก็ต้องเข้าตรวจสอบ ส่วนนายแบงค์ ชายที่ถูกอ้างถึงก็เป็นคนในหมู่บ้านจริง แต่เขาไม่ได้อยู่ที่บ้านตอนที่มีการปะทะกัน

ชายต้องสงสัย ช่างภาพพีพีทีวี
วิ่งไล่จับวุ่นชายต้องสงสัยคิดว่าเป็นไส้ศึกกัมพูชา สารภาพเสพยาจนหลอน

ต่อมาหลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้คุมตัวผู้ต้องสงสัยดังกล่าวไปทำการสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริง จนสุดท้ายก็ได้ข้อสรุปว่าไม่ใขช่สายลับของกัมพูชาแต่อย่างใด โดยได้รับการยืนยันและแสดงเอกสารประจำตัวว่าเป็นคนไทย แต่สาเหตุที่มาอยู่ตรงจุดนั้นเนื่องจากว่าได้เข้ามาเสพยากับเพื่อน พอเจอเจ้าหน้าที่บุกเข้าไปจึงเกิดอาการตกใจแล้ววิ่งหนีเข้าไปในป่าอ้อย

ต่อมาทางเจ้าหน้าที่ก็ได้คุมตัวชายต้องสงสัยซึ่งสามารถคุมตัวไว้ได้ทั้งหมด 2 ราย ทราบชื่อต่อมาคือนายมนตรี (สงวนนามสกุล) อายุ 33 ปี และนายวิชัย (สงวนนามสกุล) อายุ 43 ปี มาที่ สภ.พนมดงรัก เพื่อให้ทางเจ้าเจ้าหน้าที่ตำรวจทำการสอบสวน ตรวจสารเสพติดในร่างกาย และแจ้งข้อกล่าวหาต่อไป โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้ทำการค้นดูในกระเป๋าของชายทั้งสองราย มีอุปกรณ์เสพยาเสพติด เบียร์ และกระเป๋าเงิน ในเบื้องต้นทั้งสองให้การยอมรับว่าเพิ่งเสพยามาในช่วงเช้า โดยนายมนตรี ที่เพิ่งเดินทางกลับจากอำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ เดินทางมากว่า 60 กิโลเมตร เข้ามาหาเพื่อนที่บ้าน ก่อนจะมีการตั้งวงเสพยาเสพติดกันทั้งหมด 4 คน จากนั้นมี 2 คน ได้อ้างว่าจะออกไปเก็บขี้ยางพารา จึงทำให้ในบ้านเหลือเพียงแค่ 2 คน คือนายมนตรี และนายวิชัย ต่อมาพอเจ้าหน้าที่ได้เข้ามาในบ้าน จึงเกิดอาการตกใจก่อนรีบวิ่งหนีเข้าไปในป่าอ้อย

ทั้งนี้นายมนตรี ยอมรับว่า ก็รู้สึกกลัว ที่เสพยาท่ามกลางเสียงปืนใหญ่ แต่หากเสพที่ศูนย์อพยพก็ไม่สามารถเสพได้ โดยหลังจากที่เสพยา ตนก็กินข้าว และตั้งใจว่าจะกลับไปศูนย์อพยพ แต่บังเอิญว่าเจ้าหน้าที่ได้เข้าไปแล้วชี้ปืนใส่ตน ซึ่งตอนนั้นตนก็เสพไปนานแล้ว ถึงแม้ว่าความจริงก็อดทนในการรอเสพได้ เมื่อถามว่านำสารเสพติดนี้มาจากไหน นายมนตรี ตอบว่า ได้มาจากวัยรุ่นในหมู่บ้าน ขายเม็ดละ 100 บาท ซึ่งเมื่อเช้าเสพไป 1 เม็ดสีแดง โดยยืนยันว่าหลังจากนี้จะหยุดเสพ โดยหลังจากนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีการตรวจปัสสาวะ ของชายทั้งสองราย โดยหลังจากนี้หากพบความผิดก็จะมีการแจ้งข้อกล่าวหาต่อไป

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

EXCLUSIVE Talk คุยข้ามช็อต

EXCLUSIVE Talk คุยข้ามช็อต

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ