ยังคงเกาะติดสถานการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังจากกรณีทหารกัมพูชาใช้อาวุธโจมตีฝ่ายไทย เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. 2568 บริเวณพื้นที่ ภูผาเหล็ก–พลาญหินแปดก้อน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ จนเหตุการณ์บานปลายเกิดการปะทะกันขึ้นในพลายพื้นที่ และทำให้ทหารไทยบาดเจ็บและเสียชีวิตหลายนาย
จนถึงวันนี้ 12 ธ.ค.2568 เข้าสู่วันที่ 5 ของสถานการณ์ ยังคงเกิดการปะทะอย่างดุเดือดระหว่างทหารไทยและกัมพูชาตลอดแนวรบ โดยเฉพาะในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2
เชิญธงชาติไทย โบกสะบัดเหนือ "เนิน 677"
เวลา 16.17 น. สำนักโฆษกกระทรวงกลาโหม โพสต์เฟซบุ๊ก ยืนยันว่า ไทยสามารถควบคุมพื้นที่ “ช่องอานม้า” ได้แล้ว 100% หลังมีเหตุปะทะตลอดช่วง 3-4 วันที่ผ่านมา ขณะที่ต่อมา เวลา 17.45 น. เฟซบุ๊กเพจ กองทัพบก ทันกระแส รายงานสถานการณ์เหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณเนิน 677 พื้นที่ช่องอานม้า ว่า “เนิน 677 เชิญธงชาติแล้ว เพลงชาติไทยดังกระหึ่มวันนี้” พร้อมโพสต์คลิปสั้น เผยให้เห็นธงชาติไทยโบกสะบัดในพื้นที่ และเหล่าทหารที่ร้องเพลงชาติกันอย่างเข้มแข็ง ขณะที่ยังมีเสียงปืนอยู่เป็นระยะ
ทภ.2 รายงาน ไม่พบพื้นที่กัมพูชายกธงขาว ตามโซเชียลเผยแพร่!
กองทัพภาคที่ 2 รายงาน จากกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพการยกธงขาว ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุเป็นแนวรบ พระวิหารในโซเชียลมีเดีย เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 68 จากการตรวจสอบในพื้นที่ยังมีการปะทะและตอบโต้กันต่อเนื่อง และไม่มีพื้นที่ใดมีการโบกธงขาว ขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร โดยให้ยึดข้อมูลจากหน่วยหน่วยงานของรัฐบาล ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ไทย-กัมพูชา และเพจหลักกองทัพภาคที่ 2
ทหารเสียชีวิตเพิ่มในสมรภูมิ-โรคประจำตัวกำเริบ
เวลา 13.00 น. เพจ “ทีมโฆษก กอ.รมน.” แจ้งข้อมูลทหารไทยพลีชีพรายที่ 10โดยแจ้งว่า “สดุดีวีรชนรายที่ 10 ส.อ.พชร แย้มแตงอ่อน รบพิเศษป่าหวาย ผู้พลีชีพกลางสมรภูมิช่องอานม้า วีรกรรม ณ เนิน 677 ขณะปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญกลางสมรภูมิช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ส.อ.พชร ถูกระเบิดจากฝ่ายตรงข้ามเข้าที่ศีรษะ ส่งผลให้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ”
นอกจากนี้ กองทัพภาคที่ 1 ยังได้ชี้แจงข้อเท็จจริง กรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารในสื่อโชเชียล ปรากฎชื่อ จ.ส.อ. วุธจักร โททอง สังกัด กองพันทหารม้าที่ 25 กรมทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ เสียชีวิตจากเหตุปะทะในพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้วนั้น
โดยศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและขอเรียนชี้แจงว่า กำลังพลดังกล่าวได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติภารกิจตามแผนป้องกันชายแดนด้านตะวันออก ในพื้นที่ จ.สระแก้ว ตั้งแต่ในห้วงเวลาที่ผ่านมา ซึ่งมีความตรากตรำในการปฏิบัติหน้าที่ จนมีอาการโรคประจำตัวกำเริบ ถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาโรงพยาบาลในพื้นที่ ตั้งแต่ 16 พ.ย.68 และส่งตัวเข้ารับการรักษาต่อ ณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กรุงเทพมหานคร ในเวลาต่อมามีอาการทรุดหนักและเสียชีวิต เมื่อ 11 ธ.ค. 68 ซึ่งไม่ได้เสียชีวิตจากเหตุปะทะในพื้นที่แต่อย่างใด
กองทัพบกประเมินความเสียหายกัมพูชา
เวลา 10.00 น. พันเอกริชฌา สุขสุวานนท์ โฆษกกองทัพบก แถลงข่าวของศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ไทย- กัมพูชา 11 ธ.ค.2568 ว่า พื้นที่ที่เราสามารถควบคุมได้แล้ว คือพื้นที่ซำแต, ช่องจอม-ช่องเปรอ-ช่องระยี(แต่ยังคงมีการต้านทานจากทหารกัมพูชาอย่างหนัก),พื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ส่วนพื้นที่ที่เราควบคุมได้บางส่วนและพยายามควบคุมพื้นที่สำคัญต่อไป คือ ช่องอานม้า, ช่องคนา ที่ตั้งปราสาทคนา เป็นต้น
ขณะที่จุดที่ประชาชนรให้ความสนใจอย่าง พื้นที่ปราสาทตาควาย แม้ว่าเราสามารถทำลายการโจมตี รวมทั้งทำลายฐานทหารต่างๆ บริเวณโดยรอบปราสาทได้จำนวนมาก แต่ด้วยภูมิประเทศที่มีความยากลำบาก ปัจจุบันทหารเรายังคงพยายามปฏิบัติการเข้าควบคุมพื้นที่ให้ได้
ส่วนบริเวณบ้านคลองแผง อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว จากวันที่ 9 ซึ่งทหารไทยเข้ายึดพื้นที่ได้และมีการปักธงชาติไทยตรงนั้น แต่ในคืนวันเดียวกันทหารกัมพูชาได้ตีโต้อย่างหนัก รวมทั้งยิงจรวด BM-21 เข้ามา จนทหารเราได้รับบาดเจ็บ จึงพิจารณาว่าบริเวณตรงนั้นไม่สามารถวางกำลังได้ จึงมีการปรับแนวการวางกำลัง และทหารกัมพูชาได้ใช้โอกาสนั้นแอบเข้ามาปลดธงชาติไทยลง แต่ไม่ต้องกังวล เพราะปัจจุบัน กองกำลังบูรพาได้ยืนยันมาแล้วว่าพื้นที่นี้อยู่ในความพยายามในการเข้าควบคุมพื้นที่อีกครั้ง
ส่วนประมาณการความสูญเสียของฝ่ายกัมพูชาทั้งในพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 ประมาณการว่ายานเกราะ หรือรถถังประมาณ 9 คันที่ถูกเราทำลาย, โดรน 68 ลำ, Anti-Drone 1 ระบบ, เสาสื่อสาร 3 จุด, BM-21 จำนวน 1 ระบบ และทหารกัมพูชาเสียชีวิตไม่น้อยกว่า 165 ราย
พร้อมยืนว่า ระบบการทำลายของเรา แม่นยำ เป็นการยิงสนับสนุนที่เข้าเป้าหมายอย่างแม่นยำไม่มีพลาดเป้า ดังนั้นการที่มีข่าวว่า พลเรือนกัมพูชาได้รับผลกระทบ ยืนยันว่าไม่มี
กองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ชายแดน
ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 12 ธันวาคม 2568 (เวลา 09.00 น.)
สถานการณ์ห้วงตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2568 เวลา 18.00 น. เป็นต้นมา ในห้วงค่ำ จนถึงเช้ามืด ฝ่ายกัมพูชายังคงตรึงกำลังตลอดแนวชายแดน โดยใช้การยิง อาวุธปืนเล็กยาว ปืนใหญ่ เครื่องยิงลูกระเบิด และโดรนลาดตระเวน เป็นระยะ โดยบางช่วงมีการยิงอาวุธยิงสนับสนุนวิถีโค้งใส่ที่มั่นของฝ่ายเราในพื้นที่ล่อแหลมหลายจุด ขณะเดียวกัน ข้าศึกมีความเคลื่อนไหวลักษณะเตรียมกำลัง เช่น การเพิ่มเติมยุทโธปกรณ์ เติมกำลัง การสับเปลี่ยนกำลัง และการจัดกำลังยามกลางคืน
ฝ่ายเราดำเนินการรระวังป้องกันในพื้นที่ส่วนหน้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมดำเนินมาตรการตอบโต้ด้วยปืนใหญ่ และอาวุธยิงสนับสนุนตามความจำเป็น รวมทั้งการใช้ระบบตรวจการณ์ และโดรนเพื่อหาที่หมาย ขณะที่บางพื้นที่ยังพบการปะทะย่อยด้วยอาวุธปืนเล็กยาว เป็นช่วง ๆ โดยไม่มีรายงานการสูญเสียร้ายแรงของฝ่ายเรา
ความเสียหายต่อพื้นที่พลเรือน ตั้งแต่เริ่มการปะทะ วันที่ 7 ธันวาคม 2568 เป็นต้นมา ฝ่ายกัมพูชาได้ยิงอาวุธยิงสนับสนุนวิถีโค้งเข้ามาในพื้นที่พลเรือนของฝ่ายไทย ในพื้นที่ 4 จังหวัด มีกระสุนปืนใหญ่ และลูกจรวด BM-21 ตกในพื้นที่ 55 แห่ง บ้านเรือนเสียหาย 13 หลัง ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี 1 แห่ง ไม่มีบ้านเรือนเสียหาย , จังหวัดศรีสะเกษ 15 แห่ง บ้านเรือนเสียหาย 10 หลัง, จังหวัดสุรินทรินทร์ 34 แห่ง บ้านเรือนเสียหาย 3 หลัง และจังหวัดบุรีรัมย์ 5 แห่ง ไม่มีบ้านเรือนเสียหาย
การช่วยเหลือประชาชน ปัจจุบันมีเกษตรกรในพื้นที่หลายครัวเรือนที่ไม่ได้นำสัตว์เลี้ยงออกจากพื้นที่ และอาหารสัตว์เริ่มไม่เพียงพอ กองทัพภาคที่ 2 ได้ประสาน กรมการสัตว์ทหารบก ในการสนับสนุนหญ้าฟ่อนแห้งให้กับเกษตรกรในพื้นที่ โดยจะนำส่งหญ้าฟ่อนแห้งในเที่ยวแรกแจกจ่ายให้กับเกษตรกรในพื้นที่ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ และจะทยอยสนับสนุนให้กับพื้นที่อื่นๆต่อไป
กองทัพภาคที่ 2 ขอยืนยันอย่างหนักแน่นว่า จะดำเนินการ ทุกมาตรการอย่างเต็มขีดความสามารถ เพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประชาชน และปกป้อง อธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และศักดิ์ศรีของประเทศชาติ อย่างเด็ดขาดและถึงที่สุด
คุย "ทรัมป์" คืนนี้!
นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า มีกำหนดจะพูดคุยกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ คืนนี้ ในประเด็นเหตุปะทะระลอกใหม่ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ขณะนี้ดำเนินมาเป็นวันที่ 5 แล้ว
โดยนายอนุทินกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า การสนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีทรัมป์จะเกิดขึ้นในเวลาประมาณ 21.20 น. ตามเวลาประเทศไทย
กองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ชายแดน
โดยศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 11 ธันวาคม 2568 (เวลา 17.00 น.)
ตามที่เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 กัมพูชาได้ทำการยิงใส่ชุดลาดตระเวนของทหารไทยในพื้นที่ภูผาเหล็ก อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นเหตุให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 2 นาย และได้เริ่มเปิดฉากการยิงด้วยปืนใหญ่และจรวดหลายลำกล้อง (BM-21) เข้ามายังพื้นที่ดินแดนไทยตลอดแนวชายแดน ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ ทำให้บ้านเรือนของประชาชน พื้นที่การเกษตร และสถานพยาบาลในพื้นที่ได้รับความเสียหายอย่างมาก
ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้เร่งอพยพประชาชนเข้าพื้นที่ปลอดภัย ณ ศูนย์พักพิงประจำจังหวัดที่ได้จัดเตรียมไว้ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน หลังจากนั้นฝ่ายเราจึงได้ ทำการยิงตอบโต้ตามกฎการใช้กำลังอย่างได้สัดส่วนไปยังพื้นที่ที่เกิดภัยคุกคาม ด้วยอาวุธวิถีตรงและวิถีโค้งต่อฝ่ายกัมพูชา เพื่อสกัดกั้น ยับยั้งและทำลายอันตรายที่สร้างความเสียหายให้กับประชาชนในพื้นที่ อันประกอบด้วยพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดน 13 แนวรบ ดังนี้.
1. ด้าน จ.อุบลราชธานี จำนวน 2 แนวรบหลัก ได้แก่
1.1 พื้นที่ช่องบก
1.2 พื้นที่ช่องอานม้า
2. ด้าน จ.ศรีสะเกษ จำนวน 5 แนวรบหลัก ได้แก่
2.1 พื้นที่ซำแต
2.2 โดนตรวล-ภูผี-สัตตะโสม-พนมประสิทธิโส-ช่องตาเฒ่า
2.3 ผามออีแดง และห้วยตามาเรีย
2.4 ภูมะเขือ-ช่องโดนเอาว์-พลาญยาว-พลาญหินแปดก้อน
2.5 ช่องสะงำ
3. ด้าน จ.สุรินทร์ จำนวน 5 แนวรบหลัก
3.1 ช่องจอม-ช่องเปรอ-ช่องระยี
3.2 พื้นที่คนา
3.3 พื้นที่ตาควาย
3.4 พื้นที่ช่องกร่าง
3.5 พื้นที่ตาเมือนธม
4. ด้าน จ.บุรีรัมย์ จำนวน 1 แนวรบหลัก
- ช่องสายตะกู :
ผลการปฏิบัติที่สำคัญในวันที่ 11 ธ.ค. 68 :
1. ช่องอานม้า : เข้าควบคุมพื้นที่ได้บางส่วน
2. เข้าทำลายฐานปฏิบัติการข้าศึก บริเวณพื้นที่ซำแต
3. พื้นที่ช่องระยี - ช่องเปรอ : เข้ายึดพื้นที่คืนถึงเส้นปฏิบัติการ แต่ยังถูกต่อต้านเป็นระยะ
4. พื้นที่คนา : เข้ายึดแล้ว 2 ที่หมาย ปัจจุบันถูกตีโต้ตอบจากฝ่ายตรงข้าม
5. พื้นที่ตาควาย : ยิงทำลายฐานทหารรอบปราสาท และเนิน 350 แต่ยังเข้าควบคุมไม่ได้ เนื่องจากถูกต่อต้านอย่างหนักจากอาวุธยิงสนับสนุน โดรน และกับระเบิดของฝ่ายกัมพูชาอย่างหนาแน่น
จากการปฏิบัติของฝ่ายเรา ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม ที่ผ่านมาคาดว่า
1. ทหารกัมพูชา เสียชีวิต 102 ราย
2. ทำลายรถถัง T-55 จำนวน 6 คัน (ในพื้นที่พนมประสิทธิโส)
3. ทำลายจรวดหลายลำกล้อง (BM-21) จำนวน 1 คัน
4. ทำลายระบบโดรน จำนวน 64 ลำ
5. ทำลายแอนตี้โดรน 1 ระบบ ในพื้นที่ห้วยตามาเรีย
การอพยพประชาชน ปัจจุบันในพื้นที่ 31 อำเภอ 4 จังหวัดชายแดน และ 4 อำเภอ 1 จังหวัดพื้นที่ตอนใน ได้เปิดศูนย์พักพิงชั่วคราว 751 แห่ง รวม 222,548 คน ประกอบด้วย จ.อุบลราชธานี 34,104 คน จ.ศรีษะเกษ 106,691 คน จ.สุรินทร์ 74,640 คน จ.บุรีรัมย์ 6,780 คน และ จ.นครราชสีมา 333 คน
ยอดอพยพประชาชนกลุ่มเปาะบาง จำนวน 182 จุด ประชาชน จำนวน 22,999 คน ประกอบด้วย จังหวัด อุบลราชธานี จำนวน 175 คน จังหวัดศรีษะเกษ จำนวน 91 คน จังหวัดสุรินทร์ จำนวน 22,112 คน และจังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 621 คน