เกาะติดสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา วันที่ 4 ม.ค. 69 พ้น 1 สัปดาห์หลังข้อตกลงหยุดยิงมีผลบังคับใช้ แต่ฝั่งกัมพูชายังไม่จบง่าย ๆ หลังเมื่อวานนี้ กระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาออกแถลงการณ์ยื่นประท้วงต่อการกระทำของทหารไทย อ้างว่าละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชาอย่างต่อเนื่องใน 4 จังหวัด พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศและสาธารณชนทั่วโลกจับตาสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด
ทบ. แจงกรณีกัมพูชากล่าวหาไทยยึดครองพื้นที่
จากกรณีกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชายื่นหนังสือประท้วงฝ่ายไทย โดยระบุว่าไทยเข้าไปยึดครองพื้นที่ซึ่งตั้งอยู่ในดินแดนของกัมพูชาใน 4 จังหวัด
พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาชี้แจงว่า ยืนยันว่าฝ่ายไทยไม่ได้เข้าไปยึดครองพื้นที่ในเขตแดนของกัมพูชา ทุกพื้นที่ที่ฝ่ายไทยเข้าควบคุมดำเนินการจัดระเบียบพื้นที่ ล้วนอยู่ในเขตดินแดนประเทศไทย
ตลอดเวลาที่ผ่านมาหลายสิบปี ฝ่ายกัมพูชาอาจเข้าใจคลาดเคลื่อนในแนวตำแหน่งเส้นเขตแดนในหลายพื้นที่ตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จึงทำให้ฝ่ายกัมพูชาได้มีการรุกล้ำเขตแดนไทย ด้วยการเข้ามาวางกำลังและตั้งฐานทหาร รวมถึงในบางพื้นที่มีการสนับสนุนให้มีการตั้งอาคารบ้านเรือนและชุมชนพลเรือนรุกล้ำเข้ามาในเขตดินแดนฝั่งไทยหลายจุดหลายพื้นที่ ซึ่งที่ผ่านมาฝ่ายไทยได้เคยยื่นประท้วงฝ่ายกัมพูชามานับร้อยครั้งผ่านกลไก MOU 43
โฆษกกองทัพบกยืนยันว่า การปฏิบัติของฝ่ายไทยในปัจจุบัน อยู่ในขอบเขตอธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน เชื่อว่าฝ่ายกัมพูชาได้ทำการรุกล้ำพื้นที่บางจุดของไทยมาเป็นเวลานาน จนเข้าใจผิดและคุ้นชินคิดไปเองว่าพื้นที่เหล่านี้อยู่ในเขตแดนของกัมพูชา ซึ่งปัจจุบันฝ่ายกัมพูชายอมรับความจริงว่า พื้นที่ดังกล่าวแท้จริงแล้วคือเขตอธิปไตยของไทย มิใช่ดินแดนของฝ่ายกัมพูชาตามที่กล่าวอ้าง
กัมพูชาอ้าง บ้านในหมู่บ้านโจกเจยถูกทำลาย 98%
สำนักข่าว Khmer Times ของกัมพูชารายงานว่า ได้ส่งนักข่าวไปสำรวจและบันทึกภาพความเสียหายของหมู่บ้านโจกเจย (บ้านหนองจาน) จังหวัดบันเตียเมียนเจย ภายหลังไทย-กัมพูชาตกลงหยุดยิง
เพ็น ริธี หัวหน้าหมู่บ้านโจกเจย ซึ่งปัจจุบันอาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงหลังจากบ้านของเขาถูกทำลายระหว่างความขัดแย้งนาน 3 สัปดาห์ กล่าวว่า ขณะนี้หมู่บ้านอยู่ภายใต้การยึดครองของกองทัพไทยแล้ว
ตามคำกล่าวของหัวหน้าหมู่บ้าน ก่อนการปะทะ มีประชาชน 807 ครอบครัว หรือ 3,022 คน อาศัยอยู่ในหมู่บ้านนี้
“อย่างที่คุณเห็น บ้าน 98% ในหมู่บ้านนี้ถูกทำลายหรือเสียหายอย่างหนักจากการยิงปืนใหญ่และการโจมตีทางอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่ 26 ธ.ค. หนึ่งวันก่อนข้อตกลงหยุดยิง” เขากล่าว
เพ็น ริธี เสริมว่า หลังจากการลงนามข้อตกลงหยุดยิง ทหารไทยได้ติดตั้งลวดหนามและตู้คอนเทนเนอร์เพื่อปิดกั้นเส้นทางเข้าออกหมู่บ้านทั้งหมด ทำให้ชาวบ้านกว่า 3,000 คนไม่สามารถกลับไปบ้านเรือนที่พวกเขาอาศัยอยู่มาหลายชั่วอายุคนได้
ตามข้อมูลจากทางการท้องถิ่น มีบ้านเรือนน้อยกว่า 100 หลังที่อยู่นอกแนวลวดหนาม ทำให้การเข้าถึงจากพื้นที่โดยรอบถูกจำกัด
“พวกเขาระดมยิงหมู่บ้านของเราทั้งกลางวันและกลางคืน ไม่ต่ำกว่า 1,000 ครั้งต่อวัน มันเป็นการรุกรานที่โหดร้าย” เพ็น ริธี กล่าว
Khmer Times รายงานว่า บ้านเรือนทั้งภายในและภายนอกแนวลวดหนามและตู้คอนเทนเนอร์ถูกทำลายหรือเสียหายอย่างหนักจากการระดมยิงแบบไม่เลือกเป้าหมาย ขณะที่วัตถุระเบิดที่ยังไม่ระเบิด (UXOs) ก็ปรากฏให้เห็นในหลายจุด นอกจากนี้ยังพบธงชาติไทยโบกสะบัดอยู่บนตู้คอนเทนเนอร์ด้วย
Khmer Times ระบุว่า กำแพงเต็มไปด้วยร่องรอยการถูกยิงและหลุมระเบิด ซึ่งเชื่อว่าเกิดจากเครื่องบินขับไล่ F-16 และปืนใหญ่ขนาด 155 มม. รถยนต์และบ้านไม้ถูกเผาทำลายจนเหลือแต่ซาก
สื่อกัมพูชารายงาน ช้างป่าพังรั้วลวดหนามไทย พยายามข้ามฝั่งไปกัมพูชา
สำนักข่าว Khmer Times ของกัมพูชารายงานว่า เมื่อวันที่ 3 ม.ค. 69 รายงานจากจังหวัดพระตะบองระบุว่า ช้างป่าฝูงหนึ่งได้พยายามฝ่าแนวกั้นรั้วลวดหนามชายแดนไทย-กัมพูชาที่ฝ่ายไทยปิดกั้นไว้เพื่อเข้าไปในกัมพูชา
เมย์ นาน ผู้กำกับการสถานีตำรวจเขต 400 อำเภอสำลอต จังหวัดพระตะบอง บอกว่า เมื่อเวลา 00.20 น. ของวันที่ 3 ม.ค. 69 ณ ด่านตรวจชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณประตูเขต 400 ฝูงช้างป่าจำนวนหนึ่งได้บุกเข้ามาและพังรั้วกั้นชายแดนและลวดหนามของไทยเพื่อพยายามข้ามเข้าไปในกัมพูชา
Khmer Times ระบุว่า เหตุการณ์นี้สร้างความตกใจให้กับทั้งสองฝ่ายด้วยเสียงร้องและเสียงพังรั้วเหล็ก โดย Khmer Times สันนิษฐานว่า “ช้างป่าอาจต้องการข้ามเข้าไปในกัมพูชา จึงได้พังรั้วของไทย”
หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายได้ไล่ต้อนช้างเหล่านั้นกลับเข้าไปในดินแดนไทยทันที ก่อนที่พวกมันจะข้ามเข้าไปในกัมพูชาได้
ทั้งนี้ เหตุการณ์นี้ไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตมนุษย์แต่อย่างใด
“ทรัมป์” ลั่นหยุดสงครามได้ 8¼ สมรภูมิ เผยเสี้ยวนั้นคือไทย-กัมพูชา
เมื่อวันที่ 3 ม.ค. 68 ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับปฏิบัติการจู่โจมเวเนซุเอลาและจับกุม นิโกลัส มาดูโร แต่มีช่วงหนึ่งที่กล่าวถึงเรื่องที่เขาหยุดความขัดแย้งไทย-กัมพูชา
โดยผู้สื่อข่าวถามทรัมป์เกี่ยวกับ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ซึ่งเขาตอบว่า “ผมไม่ค่อยพอใจกับปูตินเท่าไหร่ เขาฆ่าคนมากเกินไป ผมยุติสงครามได้ 8 กับอีก 1 ใน 4 ส่วน”
ทรัมป์กล่าวต่อว่า “คุณรู้ไหมว่า 1 ใน 4 ส่วนนั้นคืออะไร? คือไทยและกัมพูชา ผมทำได้อีกครั้ง พวกเขาสู้รบกัน และผมทำได้ภายในเวลาประมาณ 5 ชั่วโมง ผมยุติมันได้ ผมให้คะแนนตัวเอง 1 ใน 4 ดังนั้นตอนนี้ผมทำได้ 8 กับอีก 1 ใน 4 ส่วน กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผมยุติสงครามได้แล้ว”
เขาเสริมว่า “แต่แล้วพวกเขาก็สู้รบกันอีก พวกเขาทะเลาะกันอย่างรุนแรงในช่วง 4 วันที่ผ่านมา ผมทำให้พวกเขากลับไปสู่สันติภาพได้ ดังนั้นผมจึงให้คะแนนตัวเองเพียง 1 ใน 4”
ทรัมป์บอกว่า เขาคิดว่าสงครามที่ง่ายที่สุดน่าจะเป็นรัสเซียและยูเครน แต่มันไม่ใช่ และทั้งสองประเทศก็ทำเรื่องเลวร้ายมากมาย และยืนยันว่า รัสเซีย-ยูเครนคือสงครามของไบเดน ไม่ใช่สงครามของตน แต่ต้องการหยุดการคร่าชีวิตผู้คน
“คุณเห็นไหมว่าเดือนที่แล้วมีคนเสียชีวิต 27,000 คน เดือนก่อนหน้านั้นมี 30,000 คน ส่วนใหญ่เป็นทหารที่เสียชีวิตในเดือนที่แล้ว 30,000 คน ผมอยากหยุดเรื่องนี้” ทรัมป์กล่าว
กัมพูชาสั่งสื่อ-ประชาชนลดข่าวปลอม
เมื่อวันที่ 3 ม.ค. 69 กระทรวงสารสนเทศของกัมพูชาออกคำสั่งอย่างเป็นทางการ เรียกร้องให้ประชาชนและสื่อมวลชนใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างมีความรับผิดชอบ และป้องกัน “ข่าวปลอม” เพื่อสนับสนุนความพยายามทางการทูตในการแก้ไขความตึงเครียดบริเวณชายแดนกับประเทศไทย
คำสั่งดังกล่าวมีขึ้นเพื่อตอบรับผลประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ซึ่งทั้งสองประเทศเห็นพ้องที่จะควบคุมการเผยแพร่ข้อมูลที่ผิดพลาด เพื่อลดความขัดแย้งในหมู่ประชาชน และสร้าง “สภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเจรจาอย่างสันติ”
ขณะที่กัมพูชาและไทยกำลังดำเนินการเพื่อจัดตั้งข้อตกลงหยุดยิงถาวร กระทรวงฯ ได้กำหนดข้อบังคับสำคัญ 5 ประการสำหรับประชาชนและสื่อมวลชน ดังนี้
เชื่อถือแหล่งข้อมูลอย่างเป็นทางการ: ข้อมูลควรได้รับการตรวจสอบผ่านผู้นำระดับสูงของประเทศ หรือหน่วยงานราชการอย่างเป็นทางการ รวมถึงกระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงสารสนเทศ กระทรวงมหาดไทย ตลอดจนสำนักเลขาธิการกิจการชายแดน และหน่วยโฆษกของรัฐบาล
ห้ามเผยแพร่เนื้อหาที่แต่งขึ้น: ประชาชนถูกกระตุ้นให้งดเว้นการสร้างหรือเผยแพร่รายงานที่ไม่ได้รับการตรวจสอบ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อความพยายามในการสร้างสันติภาพหรือบ่อนทำลายแถลงการณ์ร่วมทวิภาคี
จริยธรรมในการใช้สื่อสังคมออนไลน์: ผู้ใช้ต้องหลีกเลี่ยงการโพสต์ที่ยั่วยุ การดูหมิ่น หรือเนื้อหาที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในหมู่ประชาชน หรือโจมตีศักดิ์ศรีส่วนบุคคล
ข้อกำหนดการตรวจสอบข้อเท็จจริง: ผู้สร้างเนื้อหาสื่อต้องตรวจสอบแหล่งที่มา ก่อนที่จะเผยแพร่ และหลีกเลี่ยงการกล่าวอ้างที่ปราศจากหลักฐาน ซึ่งอาจขัดขวางการเจรจาของรัฐบาล
ห้ามเผยแพร่สื่อที่ถูกดัดแปลง: กระทรวงฯ ได้เตือนอย่างชัดเจนเกี่ยวกับการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการสร้าง “deepfakes” หรือวิดีโอที่ถูกตัดต่อเพื่อยุยงให้เกิดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ ความเป็นปรปักษ์ หรือความโกรธแค้น
กระทรวงสารสนเทศกัมพูชาระบุว่า “กระทรวงสารสนเทศเชื่อว่า การมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันของประชาชนในการเผยแพร่ความจริงและป้องกันข่าวปลอม จะมีส่วนช่วยให้การดำเนินการตามข้อตกลงนี้เป็นไปอย่างสมบูรณ์”
รัฐบาลกัมพูชาเน้นย้ำว่า การรักษาสภาพแวดล้อมด้านข้อมูลข่าวสารที่สะอาดบริสุทธิ์นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวางรากฐานความมั่นคงในระยะยาวและการพัฒนาสังคมระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้าน