เกาะติดสถานการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา วันที่ 3 ม.ค. 69 หลังข้อตกลงหยุดยิง และไทยได้ส่งตัวทหารกัมพูชาทั้ง 18 นายกลับประเทศแล้วเสร็จ พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบกได้ชี้แจงกรณี สื่อมวลชนต่างประเทศบางสำนักรายงานข่าวโดยระบุว่าประเทศไทยใช้กำลัง “ยึดดินแดน” ของกัมพูชา และห้ามชาวกัมพูชา “กลับบ้านพัก”นั้นน่าจะเข้าใจผิด เนื่องจากพื้นที่ที่ฝ่ายไทยได้เข้าไปควบคุมในปัจจุบัน แต่เดิมล้วนเป็นพื้นที่ที่ฝ่ายกัมพูชา นำกำลังทหารเข้ามาวางกำลัง
และประชาชนเข้ามาอยู่อาศัยรุกล้ำอธิปไตยไทย ดังนั้นจึงเป็นฝ่ายกัมพูชามากกว่า ที่มีการเข้ายึดดินแดนบางส่วนของไทย ที่ผ่านมาพบว่าประชาชนกัมพูชารุกล้ำเข้ามาตั้งชุมชนบ้านเรือนในเขตอธิปไตยไทยในลักษณะผิดทั้งกฎหมายของประเทศไทย และหลักกฎหมายระหว่างประเทศมานานกว่า 40 ปี โดยมีรัฐเป็นผู้สนับสนุน ซึ่งฝ่ายไทยใช้กลไกตามกรอบ MOU ยื่นหนังสือประท้วง ร่วมกับกลไกทางกฎหมายของฝ่ายปกครอง แต่ไม่เคยได้รับการแก้ไขและความร่วมมือจากฝ่ายกัมพูชา และยังพบการรุกล้ำเพิ่มเติมมากขึ้น
อีกทั้งก่อนเกิดการปะทะพบว่าฝ่ายกัมพูชาได้มีการยั่วยุ และแสดงท่าทีคุกคามด้วยกำลังทหารในหลายพื้นที่ตลอดแนวชายแดน รวมถึงได้ใช้กำลังคุกคามต่อฝ่ายไทย ทำให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องใช้สิทธิตอบโต้ป้องกันตนเอง ด้วยการใช้กำลังในสัดส่วนที่เหมาะสม ภายใต้กรอบกฎหมายสากล และได้ใช้โอกาสนี้ในการดำเนินการจัดระเบียบ เพื่อควบคุมและสถาปนาพื้นที่ชายแดนที่เคยถูกฝ่ายกัมพูชารุกล้ำ ให้มีความเรียบร้อยและถูกต้อง ปัจจุบันการควบคุมดูแลพื้นที่ของฝ่ายไทยอยู่ภายในอาณาเขตขอประเทศไทย ตามแนวเส้นปฏิบัติการ ไม่ใช่การรุกรานหรือการไปยึดครองดินแดนของกัมพูชา
ทภ.1 ขอความร่วมมือ งดการส่งต่อเนื้อหาที่เสี่ยงผิดหลัก OPSEC
กองทัพภาคที่ 1 โพสต์ข้อความ SMART Soldiers | OPSEC ALERT ‼ ขอพลังของคนไทยอีกครั้ง — Information Warfare ยังไม่จบขอความร่วมมือ งดการส่งต่อเนื้อหาที่เสี่ยงต่อ OPSEC และถูกนำไปบิดเบือน “การไม่แชร์ ไม่ล้อเลียน ไม่ขยายความเกลียดชัง คือส่วนหนึ่งของการปกป้องประเทศ เช่นเดียวกับการยืนอยู่แนวหน้า” แม้ขณะนี้จะยังไม่มีการแจ้งเตือน OPSEC อย่างเป็นทางการ แต่สถานการณ์ได้เข้าสู่โหมดการเจรจา และการดำเนินการตามกฎหมายระหว่างประเทศขอให้ทุกภาคส่วน เพิ่มความระมัดระวังโดยเฉพาะการเผยแพร่หรือส่งต่อ
- คลิป/ภาพ ทรัพย์สินที่ยึดได้ (รถจักรยานยนต์ เงินสด ของมีค่า)
- เนื้อหาที่ ล้อเลียน เยาะเย้ย หรือกระทบทหารและประชาชนฝ่ายตรงข้าม
เพราะเนื้อหาเหล่านี้ อาจถูกนำไปใช้เป็นหลักฐานในเวทีระหว่างประเทศและถูกตีความว่าขัดต่อหลักมนุษยธรรมและกฎหมายระหว่างประเทศ
ขณะเดียวกัน มีความพยายามบิดเบือนให้ความขัดแย้งถูกมองว่าเป็น “ประชาชนกับประชาชน” ขัดแย้งกัน เกลียดชังกัน ทั้งที่แท้จริงเกิดจาก กลุ่มชนชั้นนำที่เสียผลประโยชน์จากเงินสีเทา–สีดำ ดังนั้นการเยาะเย้ยกันบนโซเชียลมีเดีย อาจเข้าทางยุทธศาสตร์ของอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว
ข้อเน้นย้ำ
- สิ่งที่โพสต์วันนี้ อาจถูกใช้ในวันหน้า
- การสื่อสารทุกชิ้นคือ หลักฐาน
- ความได้เปรียบของไทย คือ ความนิ่ง สุขุม และความชอบธรรม
นิ่ง สุขุม มีวินัยในการสื่อสาร คือพลังเงียบที่ปกป้องอธิปไตยได้อย่างยั่งยืน สำหรับกำลังพลมีระเบียบ กพ.ทบ. ลงวันที่ 8 ธันวาคม 68 ออกมาแล้ว แจ้งเตือนอีกครั้ง
ทภ.1 แจงคลิปโซเชียล อ้างบ้านหนองจาน ย้ำปฎิบัติการใช้การทุบทำลายไม่มีการเผา
กองทัพภาคที่ 1 แจงกรณีการเผยแพร่นั้นจาก 2 คลิปที่ทหารเผาทำลายสิ่งปลูกสร้างนั้นจากการตรวจสอบไม่ใช่การปฏิบัติในพื้นที่ บ้านหนองจานหรือในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ตามที่ปรากฏเป็นข่าว สำหรับการปฏิบัติการในการจัดการพื้นที่ ในส่วนความรับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 1 จะดำเนินการโดยการทุบทำลายเท่านั้น ไม่ได้ใช้วิธีการเผาทำลายแต่อย่างใด
แนวชายแดนยังสงบคุมสถานการณ์ ปราสาทพระวิหาร ฝ่ายกัมพูชามีการขยับเล็กน้อย
เมื่อเวลา 09.10 น. วันที่ 3 ม.ค.2569 กองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ตลอดทั้งวันวานนี้ ( 2 ม.ค.69) พบว่าภาพรวมพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในภาวะสงบ อยู่ระหว่างการวางกำลังและเตรียมความพร้อมตามปกติ ไม่ปรากฏเหตุปะทะ การใช้อาวุธ หรือการเคลื่อนกำลังขนาดใหญ่แต่อย่างใด
- ชายแดนจังหวัดอุบลราชธานี–สุรินทร์–บุรีรัมย์ เงียบสงบ
- ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ทั้งบริเวณช่องบกและช่องอานม้า ยังไม่พบความเคลื่อนไหวที่มีนัยสำคัญ ขณะที่แนวชายแดนจังหวัดสุรินทร์ ครอบคลุมช่องจอม ช่องเปรอ ช่องระยี ปราสาทคนา ปราสาทตาควาย ช่องกร่าง และปราสาทตาเมือนธม ยังคงเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เช่นเดียวกับพื้นที่ช่องสายตะกู จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งยังไม่ปรากฏความเคลื่อนไหวผิดปกติ
- แนวพระวิหารพบการเคลื่อนกำลังระดับเล็ก อย่างไรก็ตาม พื้นที่ที่มีความเคลื่อนไหวชัดเจนที่สุดยังคงเป็นแนวพระวิหาร จังหวัดศรีสะเกษ โดยตรวจพบรถไถบรรทุกไม้และแผ่นปูน เคลื่อนที่ไปทางช่องตาเฒ่า คาดว่าเป็นการปรับปรุงหรือเสริมความแข็งแรงของที่ตั้งทางทหาร
นอกจากนี้ ยังพบรถกระบะสีดำ 1 คัน ส่งกำลังพลฝ่ายกัมพูชาประมาณ 8–10 นาย บริเวณทางขึ้นปราสาทพระวิหาร รวมถึงการเคลื่อนย้ายกำลังพลที่แบกกระสอบและสัมภาระ จากโคปุระที่ 1 ลงไปทางช่องบันไดหัก ขณะเดียวกัน ตรวจพบรถพยาบาล 1 คัน เคลื่อนจากบริเวณหน้าวัดแก้วขึ้นไปบนตัวปราสาทพระวิหาร
- สำหรับพื้นที่ภูมะเขือ แนวช่องโดนเอาว์ พลาญยาว และพลาญหินแปดก้อน รวมถึงพื้นที่ช่องสะงำ ยังไม่พบความเคลื่อนไหวที่น่ากังวล
- สำหรับในพื้นที่ส่วนหลัง คณะผู้บังคับบัญชา ได้เดินทางตรวจเยี่ยมและมอบของบำรุงขวัญให้กำลังพล ในพื้นที่ช่องสายตะกู อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจและย้ำความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่
ฝ่ายไทยยังสามารถควบคุมสถานการณ์และรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนได้อย่างต่อเนื่อง โดยในระยะสั้นคาดว่าสถานการณ์จะยังคงอยู่ในลักษณะสงบ แต่ต้องเฝ้าระวังสูงในพื้นที่อ่อนไหวและจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดหรือการยกระดับสถานการณ์โดยไม่จำเป็น
เร่งเคลียร์ กระสุนกัมพูชา ตกค้างในพื้นที่เกษตร
เจ้าหน้าที่ EOD กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 21 ทำลายวัตถุระเบิดที่ตกค้างในสวนยางพาราของชาวบ้าน ในพื้นที่ จ.สุรินทร์
- จุดแรกพบเป็น ระเบิดสังหารบุคคลชนิดจรวดต่อสู้รถถัง พีจี 7 โดยหลังจากทำตามขั้นตอนทุกอย่าง เจ้าหน้าที่ก็จะสั่งการให้ผู้คนที่อยู่บริเวณโดยรอบเข้าที่กำบัง เพื่อกดชนวนทำลายระเบิด
- จุดที่ 2 พบเป็นจรวด BM-21 ขนาด 122 มิลลิเมตร ฝังลึกอยู่ภายในดินประมาณ 5 เมตร เจ้าหน้าที่จึงต้องใช้รถแบคโฮในการขุด และใช้เจ้าหน้าที่ลงไปตรวจสอบ ก่อนจะวางแผนทำลาย
ร.ต.อ.สัญชัย กุลสว่าง รองสารวัตรกลุ่มงานเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด ตชด.21 เปิดเผย ภารกิจเก็บกู้กระสุน / หัวจรวด ที่ตกในอำเภอพนมดงรัก ว่า หลายจุดส่งผลกระทบต่อชาวบ้าน บางพื้นที่ต้องใช้รถแบคโฮขุดลึกถึง 5 เมตร ขณะนี้ยังไม่พบกระสุนชนิดใหม่ ส่วนอุปสรรคสำคัญคือกระสุนจำนวนมากฝังลึกหรือระเบิดใต้ดิน จากวิถีกระสุนที่ออกแบบมาเพื่อเจาะบังเกอร์
ด้าน เจ้าของสวนยางพารา ที่เจ้าหน้าที่เข้าพื้นที่เก็บกู้วัตถุระเบิด เปิดเผยว่า ในสวนยางของตนเองพบกระสุนตกจำนวน 3 ลูก โดยเจ้าหน้าที่แจ้งว่ามีกระสุนบางลูกที่ยังทำงานไม่สมบูรณ์ ทำให้รู้สึกกังวลอย่างมาก เนื่องจากหลุมกระสุนไม่ได้เป็นวงกว้างชัดเจน หากไม่ใช่เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาสำรวจ ก็อาจมองไม่เห็นและเสี่ยงอันตรายได้ พร้อมยอมรับว่าเหตุการณ์ครั้งนี้รุนแรงกว่าครั้งที่ผ่านมา
ปกติช่วงนี้จะเป็นช่วงกรีดยาง แต่ตั้งแต่การปะทะรอบก่อนก็ต้องหยุดกรีดไป และเพิ่งกลับมากรีดยางได้ไม่ถึง 10 งวด ก็เกิดเหตุปะทะขึ้นอีก ส่งผลให้ขาดรายได้หลักหมื่นบาท ทั้งที่สวนยางแห่งนี้เป็นรายได้หลัก ขณะนี้ยังอยู่ในภาวะหวาดระแวง และมีอาการแพนิคทุกครั้งที่ได้ยินเสียงปืน โดยยังเกิดความเครียดและความกังวลอย่างหนัก หวั่นสถานการณ์จะปะทะกันขึ้นอีก เพราะไม่รู้จะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไร พร้อมฝากถึงรัฐบาลให้เข้ามาช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ชายแดน ไม่มากก็น้อย