เกาะติดสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา วันที่ 5 ม.ค. 2569 ภายหลังจากที่ข้อตกลงมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2568 เป็นต้นมา พบว่ากัมพูชาพยายามปล่อยข่าว และออกแถลงการณ์กล่าวหาอ้างไทยละเมิดอธิปไตยอย่างต่อเนื่อง พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศและสาธารณชนทั่วโลกจับตาสถานการณ์ดังกล่าว ขณะที่โฆษกกองทัพบกได้ออกมาโต้กลับประเด็นดังกล่าวว่า การปฏิบัติของฝ่ายไทยในปัจจุบัน อยู่ในขอบเขตอธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน
ทภ.1 ชี้แจงความคืบหน้าจัดการพื้นที่ชายแดน ย้ำดำเนินการในอธิปไตยของไทย
กองทัพภาคที่ 1 ขอเรียนชี้แจงความคืบหน้าการปฏิบัติ ภายหลังการลงนามในถ้อยแถลงร่วม Joint Statement ในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปกัมพูชา-ไทย (GBC) เมื่อ 27 ธ.ค.68 ที่ผ่านมา กองทัพภาคที่ 1 โดย กกล.บูรพา ได้ปฏิบัติตามถ้อยแถลงฯ อย่างเคร่งครัด ปัจจุบันได้ดำเนินการในการจัดระเบียบพื้นที่ ทั้ง 3 พื้นที่ ได้แก่ พื้นที่บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา, พื้นที่บ้านหนองจาน และหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว มีรายละเอียดดังนี้
- การสร้างพื้นที่ให้ปลอดภัย โดยกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 12 ร่วมกับหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 1 และชุดทำลายล้างวัตถุระเบิด กองพันสรรพวุธกระสุนที่ 21 บชร.1 (ทลร.พัน.สพ. กระสุน.21) ได้ดำเนินการเก็บกู้ทุนระเบิดสร้างพื้นที่ปลอดภัยเป็นที่เรียบร้อย และอนุญาตให้ประชาชนทั้ง 4 หมู่บ้านสามารถกลับเข้าที่พักอาศัยได้
- การรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่มีการรุกล้ำมายังอธิปไตยไทย โดยชุดทหารช่าง ได้ดำเนินการปรับพื้นที่ ทั้ง 3 พื้นที่เรียบร้อยแล้ว
- การวางตู้คอนเทนเนอร์ริมแนวชายแดน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากภาคประชาชนและมูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ ในพื้นที่ บ.หนองจานและหนองหญ้าแก้ว ได้ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว ในส่วนของ บ.คลองแผง อยู่ระหว่างเตรียมลำเลียงตู้คอนเทนเนอร์เพื่อเข้ามาวางริมแนวชายแดนตามแผน
- การทำที่มั่นและเสริมสร้างความแข็งแรงของที่มั่น ทั้ง 3 พื้นที่ ได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อย เพื่อจัดเตรียมพื้นที่และสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน ตลอดจนเพื่อเตรียมส่งมอบพื้นที่ให้สามารถให้ประชาชนนำไปใช้ประโยชน์ในอนาคตได้ ทั้งนี้ที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน เพื่อให้การดำเนินงานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ได้แก่ จังหวัดสระแก้ว, ตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว, ทหารพราน, ตำรวจตระเวนชายแดน, ส่วนราชการท้องถิ่น, ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน ตลอดจนพี่น้องประชาชนพื้นที่ชายแดนที่เข้าใจสถานการณ์และให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี นอกจากนี้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้เข้ามาสำรวจและเร่งให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟูสภาพบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายจากสถานการณ์ที่ผ่านมา
กองทัพภาคที่ 1 ขอยืนยันการดำเนินการจัดระเบียบพื้นที่ และการสร้างสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัย ในพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว ซึ่งเป็นไปตามการปฏิบัติในถ้อยแถลงร่วม Joint Statement และยืนยันดำเนินการในพื้นที่อธิปไตยของไทย เพื่อประโยชน์และความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ
"พล.อ.รังษี" เผย กัมพูชาขนอาวุธ - ทหารรับจ้าง เตรียมปะทะรอบ 3?
แม้ว่าสถานการณ์การสู้รบระหว่างไทย - กัมพูชา จะอยู่ในช่วงหยุดยิง แต่มีรายงานว่าขณะนี้กองทัพกัมพูชา ยังเติมกำลังทหาร ขนอาวุธและเสบียงอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ ล่าสุด พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ เชื่อว่า กัมพูชากำลังเตรียมความพร้อมเพื่อปะทะกับไทยรอบที่ 3 เพราะเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวว่ากัมพูชาขนอาวุธ และนักรบรับจ้างเข้าประเทศแล้ว
พล.อ.รังษี ระบุว่า สัปดาห์ที่แล้วมีข่าวว่า พบเครื่องบินจากเบลารุส บินไปที่เคนยา เพื่อขนอาวุธจากตลาดมืดกับนักรบรับจ้าง ก่อนจะบินไปลงจอดที่สนามบินเตโช ประเทศกัมพูชา ส่วนข้อมูลจากข่าวกรองพบว่า กัมพูชาเพิ่มเติมกำลังทหารและขนเสบียงขึ้นไปที่แนวหน้า ซึ่งทั้งสองเหตุการณ์นี้ เป็นสิ่งบอกเหตุทางทหารว่า กัมพูชามีแผนปะทะกับไทยรอบที่ 3 แน่นอน
พล.อ.รังษี เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ฮุน เซน ส่งสัญญาณมาโดยตลอดว่าจะเล่นเกมยาวกับไทย เพราะตอนนี้เศรษฐกิจกัมพูชากำลังเข้าสู่สภาวะพังพินาศ เงินทุนสำรองในประเทศหมดตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว ธนาคาร 2 แห่งล้มละลาย ภาคอุตสาหกรรมแรงงานพังจากการปิดด่าน ฮุน เซน จึงต้องการให้มีการปะทะกันต่อเนื่อง เพราะจะได้สร้างสถานการณ์ว่า ยังอยู่ในช่วงของการทำสงคราม เพื่อหลอกประชาชนของตัวเองว่า ที่เศรษฐกิจย่ำแย่ ไม่ได้มาจากการบริหารประเทศของตัวเอง
พล.อ.รังษี เผยว่า สิ่งที่ไทยต้องจัดการมีทั้งศึกนอกและศึกใน โดยศึกในคือ ข้าราชการ นักการเมือง และนักธุรกิจสีเทาที่เกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ เราต้องจัดการแหล่งเงินที่เกี่ยวข้องกับขบวนการสีเทาให้เด็ดขาด ส่วนศึกนอก คือ เรื่องการปะทะ หากฮุน เซน ยิง BM-21 เข้ามาที่เขตพลเรือนอีก เราต้องมุ่งเป้าโจมตีไปที่บ่อนพนันตลอดแนวชายแดน ตั้งแต่ปอยเปตถึงพื้นที่กองทัพภาค 2
พล.อ.รังษี ย้ำว่า กองทัพไทยประมาทไม่ได้ เพราะฮุน เซน เป็นคนที่ปรับแผนตลอดเวลา สิ่งที่ฝั่งเราต้องทำคือต้องมีแผนตอบโต้ให้ดี ขณะเดียวกันต้องระวังเรื่องสงครามข่าวสารด้วย เช่น ตอนนี้ที่กัมพูชาสร้างสถานการณ์ให้คนขึ้นไปบนปราสาทพระวิหาร เพื่อทำให้เห็นว่าไม่ได้มีฐานทหาร แต่ไทยกลับใช้กำลังโจมตีจนตัวปราสาทเสียหาย ทางการทูตก็ต้องเร่งปฏิบัติการเชิงรุก ส่งภาพการสร้างฐาน ขนกองกำลังทหารเข้าปราสาทฯ ส่งให้เวทีโลกรับรู้ ซึ่งเชื่อว่าก่อนหน้านี้เคยส่งไปบ้างแล้ว
ขณะเดียวกัน พล.อ.รังษี แสดงความคิดเห็นกรณีที่สหรัฐฯ ใช้กองทัพโจมตีเวเนซุเอลา แล้วจับ นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา กรณีที่หลายคนออกมาเปรียบเทียบว่าอยากให้ไทยจับ ฮุน เซน แบบนั้นบ้าง พล.อ.รังษี บอกว่า ถ้าขีดความสามารถของไทยมีพอก็ควรจับ ฮุน เซน มาลงโทษที่ประเทศไทยเหมือนกัน เพราะฮุน เซน ถือเป็นอาชญากรสงคราม อย่าง “มาดูโร” กับภรรยา การจับกุมมีเพียงข้อกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ไม่รู้ว่าทำผิดจริงหรือไม่ แต่ฮุน เซน นำจรวดยิงเป้าหมายพลเรือน ซึ่งเรื่องนี้มีหลักฐานที่เห็นกันทั้งโลก
ส่วนกรณีการเมืองของไทยตอนนี้ พรรคประชาชนถูกโจมตีด้วยวาทกรรมว่า “ด้อยค่าทหาร” นั้น พล.อ.รังษี บอกว่า ตอนนี้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ช่วงสู้รบกับกัมพูชาทหารทำอะไรให้กับประเทศนี้บ้าง แล้วการที่ออกมาแก้ว่าไม่ได้พูดถึงทหารภาพรวม แต่เป็นการพูดถึงทหารที่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ระดับนายพล พล.อ.รังษี บอกว่า “อย่าคิดว่าทหารระดับพลเอก พลโท ไม่เคยเสี่ยง ทุกอย่างเป็นช่วงจังหวะของชีวิต ทหารระดับพลเอก ช่วงที่เป็นร้อยตรี ก็เคยไปรบ ซึ่งส่วนตัวมองว่าคนที่เก่งที่สุดในสนามรบก็คือคนที่เสียชีวิต
พล.อ.รังษี บอกว่า วันนี้ประเทศไทยมีวิกฤตถึง 3 ด้าน ทั้งเรื่องเศรษฐกิจที่มีหนี้สินกว่า 55 ล้านล้านบาท มีการทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องความมั่นคงที่ต้องเตรียมพร้อมรับมือ เพราะฉะนั้นควรคิดกันดีกว่าว่าเราจะทำให้ประเทศรอดจาก 3 วิกฤตนี้ยังไง ไม่ใช่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์คนอื่น ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะฉะนั้นตอนนี้กลับตัวกลับใจอย่าดันทุรังหรือมีอคติจะดีกว่า
"กัมพูชา" โชว์เอง โพสต์คลิปเติมกำลังทางขึ้นเขาพระวิหาร
ภายหลังจากที่ “กองทัพภาคที่ 2” สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา เมื่อวันที่ 3 ม.ค. 2568 ไม่มีการปะทะ กัมพูชาสงบในเชิงการเมือง แต่ตึงในเชิงทหาร ปรับปรุงเสริมแนวที่มั่นหลายจุด โดยเฉพาะพื้นที่ปราสาทพระวิหาร–ผามออีแดง–ห้วยตามาเรีย เตรียมพร้อมกำลัง และจับตาความเคลื่อนไหวกันอย่างใกล้ชิด
- ชายแดนจังหวัดอุบลราชธานี ยังคงเงียบแต่ไม่วางใจ พื้นที่ช่องบกยังไม่พบการปะทะ เจ้าหน้าที่ตรวจพบการเตรียมพร้อมเชิงป้องกันของฝ่ายกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการดัดแปลงที่มั่น ติดตั้งท่อส่งน้ำ และจัดกำลังเฝ้าระวังด้วยอากาศยานไร้คนขับ (โดรน)
- ขณะที่พื้นที่ช่องอานม้า สถานการณ์ยังคงสงบ ฝ่ายกัมพูชาติดตามการขุดคูติดต่อของฝ่ายไทยในพื้นที่รวงผึ้ง พร้อมบันทึกภาพความเคลื่อนไหวไว้เป็นข้อมูล
- ชายแดนจังหวัดศรีสะเกษ แนวพื้นที่ช่องซำแต–โดนตวล–ภูผี–สัตตะโสม–พนมประสิทธิโส–ช่องตาเฒ่า ยังไม่พบเหตุปะทะ อยู่ในช่วงเฝ้าระวังและรักษาแนวที่มั่นเดิม
- ในพื้นที่ปราสาทพระวิหาร–ผามออีแดง–ห้วยตามาเรีย ตรวจพบการลำเลียงสัมภาระ เสบียง น้ำ และโครงสร้างโลหะขึ้นสู่พื้นที่สูง มีรถพยาบาลเข้า-ออกเป็นระยะ พร้อมคำสั่งห้ามถ่ายภาพฐานที่ตั้งและการปฏิบัติภารกิจอย่างเด็ดขาด
- ส่วนพื้นที่ภูมะเขือ–ช่องโดนเอาว์–พลาญยาว–พลาญหินแปดก้อน พบการติดตั้งโครงเหล็กและแผงโซลาร์เซลล์ใกล้แหล่งน้ำ คาดใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคควบคู่เสริมความมั่นคงของที่ตั้งทางทหาร
- ชายแดนจังหวัดสุรินทร์ พื้นที่ช่องจอม–ช่องเปรอ–ช่องระยี ไม่ปรากฏเหตุการณ์สำคัญ แต่มีรายงานการเคลื่อนย้ายกำลังบางส่วนของฝ่ายกัมพูชาไปยังที่ตั้งใหม่
- บริเวณปราสาทคนา พบการกรอกดินใส่กระสอบ เสริมแนวกำบังและหลุมหลบภัยในพื้นที่ส่วนหน้า
- ขณะที่ปราสาทตาควาย เนิน 350 และปราสาทตาเมือนธม ยังไม่พบความเคลื่อนไหวที่มีนัยสำคัญ
- ชายแดนจังหวัดบุรีรัมย์ พื้นที่ช่องสายตะกู ตรวจพบหลุมระเบิดจากการสู้รบเดิมหลายจุด โดยมี 3 จุดที่ยังไม่ระเบิด อยู่ระหว่างการกั้นพื้นที่เพื่อรอการทำลาย พร้อมกันนี้ยังพบการใช้โดรนของฝ่ายกัมพูชาบินตรวจการณ์เป็นระยะ
ส่วนพื้นที่ส่วนหลัง ฝ่ายกัมพูชายังคงใช้พื้นที่พลเรือนเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างการส่งกำลังและการเฝ้าตรวจ อีกทั้งติดตามกิจกรรมการปรับปรุงพื้นที่ของฝ่ายไทยในบางจุดอย่างใกล้ชิด
ภาพรวมตลอดวันไม่พบการใช้อาวุธหนัก หรือการปะทะโดยตรง สถานการณ์ยังอยู่ในห้วงหยุดยิงเชิงยุทธการ แต่ทั้งสองฝ่ายยังเสริมความมั่นคงในที่ตั้ง ฝ่ายกัมพูชามุ่งซ่อมแซมบังเกอร์ เพิ่มกำลัง ลำเลียงเสบียง และเข้มงวดการรักษาความลับด้านข่าวสาร ขณะที่ฝ่ายไทยยังคงควบคุมพื้นที่และเฝ้าระวังภัยคุกคามแฝง ทั้งทุ่นระเบิดและการสอดแนมด้วย UAV
ทั้งนี้ การปฏิบัติของฝ่ายกัมพูชาสะท้อนภาพ “สงบในเชิงการเมือง แต่ตึงในเชิงทหาร” ใช้การหยุดยิงเป็นฉากหน้า ขณะเบื้องหลังยังเดินเกมข่าวกรอง เสริมกำลัง สะสมเสบียง และปรับปรุงที่มั่น การสั่งห้ามถ่ายภาพ คุมข้อมูล และใช้โดรนตรวจการณ์ บ่งชี้ความกังวลต่อการเปิดเผยที่ตั้งและข้อกล่าวหาละเมิดข้อตกลง โดยในระยะสั้น คาดว่าสถานการณ์จะยังคงอยู่ในลักษณะการเผชิญหน้าเชิงรับต่อไป
สถานการณ์ที่กองทัพภาคที่ 2 รายงาน ไม่ใช่การรายงานลอย ๆ แบบกล่าวหา ฝ่ายไทยมีหลักฐานชัดว่า ฝ่ายกัมพูชามีการเติมกำลังทหาร และปรับปรุงฐานที่มั่นหลายจุด และหลักฐานเหล่านี้หนักแน่นมากขึ้น เพราะฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้โพสต์คลิปโชว์เอง โดยเพจ Army Military Force นำคลิปทหารกัมพูชารวมพลปรับปรุงฐาน เสริมกำลังปกป้องชาติในวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ
โดยวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ บริเวณตีนเขาทางขึ้นพระวิหาร ก่อนหน้านี้เพจดังอย่าง Thai Burma Railway ทางรถไฟสายมรณะ เคยวิเคราะห์ไว้ว่า กัมพูชาพยายามรุกคืบโดยการสร้างชุมชนของคนกัมพูชา และมีการสร้างวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระขึ้น ตั้งแต่ความขัดแย้งเรื่องปราสาทเขาพระวิหารเมื่อปี 2554
นอกจากนี้ ทางกัมพูชายังสร้างถนนคอนกรีตจากตีนเขาฝั่งกัมพูชาขึ้นมาที่ช่องคานม้า ผ่านไปวัดแก้วฯ จนขึ้นไปพลาญอินทรีจนถึงตัวปราสาทพระวิหาร ซึ่งเป็นการละเมิดข้อตกลง MOU 43 กับฝ่ายไทย และเมื่อฐานทหารหรือฐานยิงอาวุธวิถีโค้งอยู่ในพื้นที่เขาพระวิหารทั้งหมด ยิงใส่เราเป็นภัยคุกคามกับทหารไทย ฝ่ายเราเองมีสิทธิอันชอบธรรมในการป้องกันตนเอง และทำลายภัยคุกคามเหล่านี้
"นักรบอาชา"แห่งกองพันทหารม้าที่ 2 (ม.พัน.2) เคลื่อนกำลังออกจากพื้นที่บ้านตาพระยา
ขณะที่เพจ Army Military Force เผยแพร่คลิปนักรบอาชาควบรถถังหลัก T-84 Oplot-M แห่งกองพันทหารม้าที่ 2 (ม.พัน.2) กองทัพบกไทย เคลื่อนกำลังออกจากพื้นที่บ้านตาพระยา จ.สระแก้ว หลังเสร็จสิ้นภารกิจตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยในระหว่างการเคลื่อนขบวน มีชาวบ้านในพื้นที่ออกมาถือธงชาติพร้อมโบกมือทักทายและกล่าวขอบคุณเหล่านักรบอาชา อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่ดังกล่าวยังคงมีกำลังทหารไทยตรึงกำลังประจำการอยู่ เพื่อเฝ้าระวังและรักษาความสงบเรียบร้อยอย่างต่อเนื่อง